2553-10-29

ฉลาดอีกเรื่อง ::: ปัญหามา ปัญญาเกิด

เป็นผู้ที่ติดตามใช้บริการ OneNote ของ Microsoft มาตั้งแต่เรียนปริญญาโท
แต่ก็ใช้บ้างไม่ใช้บ้าง เพราะไม่ค่อยมีเพื่อนพ้องร่วมใช้งานด้วยเท่าไหร่
และก็เคยขัดใจตลอดว่า ด้วยข้อดีของ OneNote ที่เค้าจะเซฟงานให้เราอัตโนมัติ (ลงใน drive C) มันก็เลยทำให้เราค้นคว้าอะไรก็หย่อนใส่ลงไปใน OneNote ได้สะดวก แต่พอใช้จริงจัง จะพบว่าปัญหาใหญ่ของเค้าก็คือ หากทำงานสองเครื่อง ก็ชักจะสับสนว่าจะมีวิธีการจัดเก็บข้อมูลยังไง และจะเอาข้อมูลที่เซฟไว้อัตโนมัติจากเครื่องแรกไปเปิดในเครื่องที่สองอย่างไร โดยไม่ต้องกอปปี้ไปมา

วันนี้ได้คำตอบแล้ว ว่าเราสามารถเก็บไว้ใน external drive ได้ด้วย และดียิ่งกว่านั้นคือ ไฟล์ที่เราจัดเก็บจะถูก sync ในเครื่องที่เราใช้งาน (หมายความว่า ก็จะสามารถมีไฟล์ back-up 3 แห่ง คือ ใน drive ของเรา และในเครื่องที่เราเปิดใช้ทั้ง 2 เครื่อง)
หากใครสนใจใช้งาน และพบปัญหาเดียวกัน สามารถอ่านขั้นตอนการแก้ปัญหาได้ที่เว็บของ David Rasmussen
ขอบคุณค่ะ
ป.ล. เค้าเตือนว่า หากเครื่องที่เราเอา external drive ไปจิ้มจุ่ม เป็นเครื่องสาธารณะ ไฟล์มันก็จะถูก synce ลงในเครื่องนั้นด้วย ดังนั้น ถ้าหากมีไฟล์เป็นความลับ ก็ระมัดระวังกันให้ดี :)

Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

Global Competitiveness 2010-2011

เมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง (น่าจะประมาณเดือนกันยายน 2010) World Economics Forum เค้าได้รายงานความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในรายงาน Global Competitiveness Index 2010-2011 แถมยังใจดีให้ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานมาอ่านเล่นกันฟรีๆ ไม่เสียเงินซักบาท -- แค่อาจจะต้องเสียเวลาค่อนเดือนกับการนั่งอ่านพร้อมวิเคราะห์รายงานกว่า 500 หน้า!!

เราก็ไม่มีเวลาขนาดนั้น --ฟังดูเป็นเหตุผลที่ดีสำหรับความขี้เกียจ-- และทางผู้จัดก็ใจดีมากกว่านั้น ยังทำเป็นสรุป Highlights ให้เราได้อ่านกันแก้ท้องอืดท้องเฟ้อกันประมาณ 70 หน้า (ค่อยยังชั่ว)

สรุปคร่าวๆ จากหน้าแรกของเวบไซต์ WEF ได้ความว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็ยังครองตำแหน่งประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกมากที่สุด ประเทศสหรัฐอเมริการ่วงจากอันดับที่ 2 ไปอยู่ตำแหน่งที่ 4 ประเทศที่ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 แทนที่ คือประเทศสวีเดน และตามมาด้วยประเทศเพื่อนบ้านของเพื่อนบ้านเรา ที่ไม่ต้องคิดมากว่าใคร - สิงคโปร์

เยอรมนี อยู่ในอันดับที่ 5 ตามมาด้วย ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก และแคนาดา

ผู้จัดให้ข้อสังเกตว่าประเทศในกลุ่มนอร์ดิก ยังคงครองตำแหน่งในระดับ Top 10 อยู่เหมือนเดิม

สำหรับใน South East Asia นอกเหนือจากสิงคโปร์แล้ว ฮ่องกงก็ยังก้าวอยู่แถวหน้า คืออันดับที่ 11 ส่วนอันดับที่ 26 คือมาเลเซีย (ตกลงมา 2 ตำแหน่ง) บรูไน อยู่ในอันดับที่ 28 (ขึ้นมาจากปีที่แล้วหลายขุมเหมือนกัน)

ประเทศไทย อยู่อันดับ 38!! ตกไปจากปีที่แล้ว 2 อันดับ

ที่เหลือ คือ อินโดนีเซีย 44(54) เวียดนาม 59(75) ฟิลิปปินส์ 85(87) ส่วนลาวกับพม่า หาไม่เจอ คิดว่าคงไม่มีใครส่งรายงาน

พวกเราคนไทย พอใจกับผลงานของตัวเองไหมคะ?


Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2553-07-23

เป็นโรคเดียวกันหรือเปล่า


ช่วงนี้ แวะเข้า facebook ทีไร ก็จะเริ่มเห็นเพื่อนบ่นตัวเองกันใหญ่ ว่ามีอาการเสพติดเฟซบุ๊กขั้นรุนแรง
 


||| นอกเรื่อง ||| ไม่แน่ใจว่าราชบัณฑิตยสถานได้บรรจุคำนี้ลงไปหรือยัง เพราะเห็นสะกดกันหลากหลาย แม้แต่เราเองก็เช่นกัน บางทีก็ เฟซบุ๊ค เฟซบุค เฟซบุ๊ก - วันนี้ลองเสิร์ชดูเห็นมีแต่ข่าวที่ออกมาว่าทางราชบัณฑิตฯ เป็นห่วงเรื่องการใช้ภาษาไทยของเด็กไทย -- จริงๆ เสนอไอเดียว่าให้ราชบัณฑิตไปเปิดเพจในเฟซบุ๊ก เมื่อเด็กๆมีปัญหาจะได้เข้าไปถามได้ น่าจะดี
 
กลับมาที่ประเด็นที่จะว่ากันวันนี้ คืออาการที่วงการนักจิตวิทยาใช้ชื่อว่า FAD : Facebook Addiction Disorder อ่านไปอ่านมา อาการบ่งชี้ก็คล้ายคลึงกับการ "ติดเน็ต" ทั่วไป คือกระสับกระส่ายอยากจะเล่น อยากจะออนไลน์ทั้งวี่ทั้งวัน
แต่ที่น่าสนใจคือ มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้คนติดเฟซบุ๊ก ไว้ว่า เพราะการเข้าไปเล่นเฟซบุ๊กก่อใก้เกิดความรู้สึก อบอุ่น รู้สึกดีเหมือนได้เจอ ได้พูดคุยกับเพื่อนในชีวิตจริง และเชื่อมโยงไปถึงกลไกการทำงานของร่างกาย ว่าทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน "ออกซิโทซิน" ซึ่งเป็นการกระตุ้นความรัก ความผูกพัน* (แอบอ้างอิงจาก http://www.horoworld.com/)
 
||| นอกเรื่อง ||| ลองเสิร์ชดูว่า ไอ้ฮอร์โมนนี้มันคือ อะไร พบว่า oxitocin มันเป็น ฮอร์โมนที่ผลิตตรงต่อมใต้สมองพูหลัง มีผลทำให้กล้ามเนื้อมดลูกหดตัวระหว่างการคลอด ทำให้ทารกหลุดออกมาจากมดลูกได้ และยังทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเต้านมหดตัวเพื่อประโยชน์ในบีบน้ำนมออกมา ส่วนสำหรับปู้จาย เจ้าตัวนี้จะทำหน้าที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อรอบท่อที่จะนำอสุจิหดตัว เพื่อทำให้เกิดการหลั่งอสุจิขึ้น (แอบอ้างอิงจาก Biology 102)
 
ซึ่งจริงๆ แล้วหากมองในแง่ดี การเข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์แบบนี้ ก็ทำให้เราประหยัดเวลาในการใช้ชีวิตอยู่กับสังคมรอบตัวของเรา สามารถพูดคุย สื่อสาร กับเพื่อน หรือญาติพี่น้องที่อยู่ไกลแสนไกลได้ และสามารถร่วมแชร์ประสบการณ์ (ผ่านภาพถ่าย) ให้กับคนที่เราคิดว่าเค้าก็น่าจะอยากรู้ความเป็นไปในชีวิตเราได้  ||| ถ้าไม่อยากรู้ ก็แค่กด HIDE |||
 
 
แต่มองอีกแง่ - ที่เกิดกับตัวเอง ก็คือ เริ่มรู้สึกว่า สมาธิที่สั้นอยู่แล้ว เริ่มสั้นลงไปอีก - ถ้าควบคุมไว้ไม่ดี อาจส่งผลต่อหน้าที่การงาน ตลอดจนอนาคตของชาติบ้านเมืองได้
 
ขอส่งแรงใจพร้อมเตือนสติพี่น้องผู้อ่านทุกท่าน (รวมถึงผู้เขียน) ขอให้ใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูล แต่อย่าเผลอตกเป็นเครื่องมือของเฟซบุ๊กซะเอง
 
จบการรายงานข่าวเพียงเท่านี้
 
 

 

Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2553-03-13

Dragon's Den : Version Thailand?

ได้ยินกระแสของรายการนี้ผ่านทางเฟซบุคมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว ก็ยังไม่มีโอกาสได้ชมซะที
ข้อเสียของรายการนี้คือ เป็นรายการทีวี!! (เอ๊ะยังไง) เพราะว่าเราไม่ชอบดูทีวีก็เลยไม่ได้มาดูรายการสดๆ

วันนี้พอจะมีเวลาเลยเสิร์ชหาดู เผื่อมีรายการให้ดูออนไลน์
และขอบคุณ WorkPoint ที่โพสต์เทปรายการไว้ให้ดู
เลือกดูตอนที่ สอง I like date ยังดูไม่จบหรอกนะ แค่ช่วงแรกก็มีนแล้ว

ดูแล้วก็คิดถึงรายการ Dragon's Den ทาง BBC
คล้ายกันหรือเปล่า http://www.bbc.co.uk/dragonsden/dragons/

อ้างถึง: TELEVISHOWS \ SME ตีแตก (ดูบน Google Sidewiki)

Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2553-01-11

ทักษะ 10 อย่างที่นายจ้างยุคใหม่ต้องการ*

อ่านเจอบทความออนไลน์
คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา รวมถึงคนที่คิดว่าจะเปลี่ยนงาน

ลองทบทวนดูว่า พวกเรามีทักษะเหล่านี้กันมากน้อยแค่ไหน
(ตัดแปะมาจากเว็บ http://www.wallstreet.in.th/ ค่ะ)

1. ทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
งาน หลาย ๆ อย่าง ที่เราต้องทำกันอยู่ทุกวัน แม้บางงานจะเรียกว่าเป็นงานรูทีน แต่ในรายละเอียดนั้น เรามักจะต้องเจอกับปัญหานานาชนิดไม่เว้นแต่ละวัน ไหนจะปัญหากับเพื่อร่วมงาน ปัญหากับลูกค้า ดังนั้น เราควรจะฝึกฝนทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าเจอเรื่องเล็กเรื่องน้อย ก็ฟ้องผู้จัดการ หรือปัดปัญหาไปให้คนอื่นเสียหมด

2. ทักษะการดูแลแก้ไขอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานที่เราใช้อยู่เป็นประจำ
คงปฏิเสธไม่ได้ ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศแบบนี้ อุปกรณ์ไฮเทค เข้ามาอยู่ในสำนักงานกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมพิวเตอร์ ดังนั้น เราควรจะมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาง่าย ที่อาจเกิดขึ้นบ่อย ๆ ระหว่างที่เราใช้อุปกรณ์สำนักงาน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์แฮงค์ การลงโปรแกรม หรือแม้กระทั่งเครื่องถ่ายเอกสาร ที่ใช้เป็นประจำ กระดาษหมด กระดาษติด สามารถจัดการได้ โทรศัพท์มือถือที่ใช้งานอยู่ เกิดปัญหาเครือข่าย หรือฟังก์ชั่นการทำงานบางอย่างรวนไป ควรจะดูแลในเบื้อต้นได้

3. ทักษะทางด้านทรัพยากรมนุษย์
สำนักงานใหญ่ ๆ หลายแห่ง มีปัญหาในเรื่องของพนักงานไม่ถูกกัน ทำงานร่วมกันไม่ได้ ติดต่อกันไม่เข้าใจเป็นต้น ดังนั้นหากเราเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ รู้จักการบริการทรัพยากรมนุษย์ ในเบื้องต้น จะมีประโยชน์ต่อการทำงานมาก รู้วิธีการติดต่อ หรือจัดการเมื่อต้องทำงานร่วมกับบุคคลในประเภทต่าง ๆ

4. ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์
นอกจากว่าคุณจะต้องมีความสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างง่าย ๆ เช่น โปรแกรม word, excel , photoshop และโปรแกรมพื้นฐานอื่น ๆ แล้ว ควรจะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลข่าวสารจาก WWW การส่งอีเมล์ หรือการดาวน์โหลดโปรแกรมต่าง ๆ เป็นต้น ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ควรจะเรียนรู้การเขียนโปรแกรมง่าย ๆ บางอย่าง เช่น HTML

5. ทักษะที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นพิเศษ
ซึ่งทักษะดังกล่าวนี้ จะขึ้นอยู่กับว่าเราเรียนมาทางไหน และจะประกอบอาชีพอะไร เช่น ต้องการเป็นพนักงานขาย ก็ควรจะได้รับการฝึกอบรมในเรื่องการขาย การดูแลลูกค้า นักประชาสัมพันธ์ อาจจะได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมในเรื่องของภาษา เป็นต้น

6. ทักษะทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์
จะเป็นการดียิ่งถ้าหากเราเป็นคนที่เก่งคณะศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะประกอบอาชีพเกี่ยวกับวิศวกรรม การแพทย์ หรือในสาขาที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ

7. ทักษะการจัดการด้านการเงิน
ผู้ที่มีการวางแผนทางด้านการเงินที่ดี จะได้เปรียบ ปัจจุบันนี้ คนในวัยทำงานจำนวนมาก คำนึกถึงเรื่องของการเก็บออมเพื่อใช้ในช่วงเกษียณกันแล้ว ถ้าหากว่า เราไม่รู้จักบริการการเงินให้ดี จนถึงขั้นต้องกู้หนี้ ยืมสินแล้ว จะกลายเป็นจุดด่างในการงานไปเลยก็ว่าได้

8. ทักษะในเรื่องของการจัดการข้อมูล
เนื่องจากว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร การจัดการข้อมูลของตนเองที่มีอยู่จึงเป็นเรื่องสำคัญ ในยุคนี้ ข้อมูลที่รวดเร็ว สามารถช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้อง ดังนั้น เราควรจะมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน ให้สามารถเข้าถึง เป็นหมวดหมู่ และค้นหาได้ง่าย

9. ทักษะในการบริหารธุรกิจ
เราอาจจะไม่ต้องถึงขนาดไปเรียน MBA เอาแค่ว่า เข้าอบรมระยะสั้น หรือหาตำราในการบริหารมาอ่านสักหน่อย ก็น่าจะไหว เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจใหญ่ ๆ ที่ประสบความสำเร็จ เขาจะมีระบบการจัดการและการบริหารที่ดีด้วย ถ้าหากเรามีความรู้ในเรื่องการบริการ เราก็จะสามารถเข้าใจในนโยบายการจัดการต่าง ๆ ของทางบริษัทได้ด้วย

10. ทักษะด้านภาษาต่างประเทศ
ถ้าเราสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว มักจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าหากเราสามารถพูดภาษาอื่น ๆ ได้อีกด้วย ก็ยิ่งจะเป็นที่น่าสนใจ ปัจจุบันนี้ มีบริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดสาขาในเมืองไทยเยอะ ภาษาอังกฤษ แน่นอนว่ามีความสำคัญ แต่ถ้ายิ่งสามารถพูดภาษาของเจ้าของบริษัทได้อีกด้วยแล้วยิ่งดีใหญ่ อย่างเช่นภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน ภาษาเยอรมัน เป็นต้น


Credit : http://nationejobs.com
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2553-01-06

A puzzle of small world

: whether near or far, one can be traced within six spans.
หลายคนคงเคยได้ยิน หรือได้อ่านเรื่อง Six Degree of Seperation ที่บอกว่า คนบนโลกนี้สามารถรู้จักกัน โดยผ่านสะพานความสัมพันธ์ไม่เกิน 6 ช่วง ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่พูดกันเล่นๆ แต่เป็นทฤษฎีที่มีนักวิทยาศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ และนักจิตวิทยาฝั่งโลกตะวันตกทำการศึกษา และทำวิจัยกันเป็นเรื่องเป็นราว
ลองคิดง่ายๆ ถึงคนที่เราคิดว่าไม่น่าจะรู้จัก แต่สุดท้าย เค้ากลายเป็นเพื่อนของพี่ชาย คนที่เราแอบมองบนรถไฟฟ้า กลายเป็นหลานสาวของน้าเขย คนที่เราแอบคุยออนไลน์ กลายเป็นเพื่อนของพี่ชาย ฯลฯ
บางคนเรียกปรากฏการณ์เหล่านี้ว่าเป็นพรหมลิขิต หรือเป็นโชคชะตา แต่เนื่องจากเราเป็นนักวิชาการ ก็พบว่าเรื่องแบบนี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ปรากฏการณ์โลกใบเล็ก” หรือ Small World Phenomenon

เท่าที่ Google ดู เรื่องแบบนี้ถูกกล่าวขึ้นครั้งแรกในงานเขียนของนักประพันธ์ชาวฮังกาเรียน ชื่อ นายฟริกเยส คารินธี่ย์ Frigyes Karinthy ผ่านผลงานเรื่องสั้นที่ชื่อว่า Chain Links เขาเชื่อว่า ไม่ว่าจะสุ่มชื่อใครคนสองคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยขึ้นมาก็จะสามารถทำให้คนสองคนนี้รู้จักกันได้โดยอาศัยความสัมพันธ์ไม่เกิน 5 ช่วง* จากนั้นก็มีการศึกษาผ่านนักวิชาการหลายท่าน อาทิ ศ.ดร.สแตนลี่ย์ มิลแกรม (Stanley Milgram, 1933-1984) แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หรือ ศ.ดันแคน วัตต์ (Duncan Watt)แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก็ทำการศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ในบริบทที่หลากหลาย

ที่เด็ดๆ ที่อ่านเจอ มีคนได้ทำการทดสอบใน Facebook โดย Mr.Karl Bubyan เขาได้ชักชวนคนมาร่วมการทดลองนี้ จากการกลุ่มที่สนใจซึ่งมีขนาดประมาณ 300,000 คน ปรากฏว่าค่าเฉลี่ยของ Degree of separation อยู่ที่ 4.67 ทำให้ตัวอย่าง 1 คน (ชื่อ Mr. Ryan Dosetareh) สามารถเชื่อมโยงกับทุกคนในเครือข่ายได้โดยไม่เกิน 5 link แล้วถ้าประชากรบนโลกจริงมีอยู่ราว 6 พันกว่าล้านคนเมื่อนำตัวเลข 6 พันล้านมาถอดรากที่ 6 จะมีค่าอยู่ประมาณ 43 กว่าๆ ดังนั้นถ้าเราเอา 44 มายกกำลัง 6 มันจะได้ 7,256,313,856 คำถามคือ คุณมีคนรู้จักมากกว่า 44 คนไหม? ถ้าใช่ก็แปลว่า “คุณสามารถรู้จักคนทั้งโลกนี้ได้โดยไม่เกิน 6 link” แล้วมันจะมีประโยชน์อย่างไร สามารถนำมาประยุกต์อะไรต่อได้ไหม เราพร้อมที่จะรู้จักคนทั้งโลกแล้วหรือยัง แล้วคุณหละคิดอย่างไร*

อ่านแล้วงงๆ เนอะ
มีตัวอย่างให้เล่นง่ายๆ ลองสมมติดูก็ได้ ว่า จากเรา จนไปถึง President Obama ต้องผ่านสะพานกี่ทอด

สำหรับเรา 1. ตัวเรา --> 2. น้าสาวทำงานอยู่บริษัทเอกชนที่ดำเนินการเลือกตั้งที่แคลิฟอร์เนีย --> 3. น้าสาวมีนายรู้จักกับผู้ว่าการรัฐ --> 4. ผู้ว่าการรัฐรู้จักท่านประธานาธิบดี --> 5 เยส..! ถึงตัวโอบามาแล้ว

ลองเล่นกันดูนะคะ แล้วมาแชร์กันว่า ต้องใช้สะพานกี่ทอด ถึงจะพาคุณไปฝั่งฝัน






ขอบคุณข้อมูล
*wisehow.com
**Janghuman Weblog
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

New Year Resolution

ปีใหม่อีกแล้วหรือนี่
ทำไมพอตัวเลขของอายุเพิ่มขึ้น ความกระตือรือร้นกลับลดลง .. หรือว่านี่เป็นสัญญาณอันตราย

ตั้งใจว่าจะจดบันทึกเล็กบันทึกน้อยทุกวัน แต่สุดท้ายก็เขียนบ้างไม่เขียนบ้าง

เอาหล่ะ เพิ่งเสียเวลาไป 6 วัน ยังพอแก้ตัวได้ทัน

ไม่อยากสัญญาว่าจะมาทุกวัน
แต่ก็จะพยายามมาเป็นประจำ
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-11-22

If we reverse our way of thinking, we can change the world

วันนี้แวะท่องไปตามโลกอินเตอร์เนต แล้วไปเจอวีดีโอที่เรียกได้ว่า "สุดยอดแห่งแรงบันดาลใจ" - Lost Generations

ลองตามเข้าไป แล้วจะพบว่า all of this will comes true, unless we choose to reverse it!

โชคดีชาวโลก!
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-10-30

Four Tigers

เสือสี่ตัว คือ ใครบ้าง

อ่านบทความไปเจอเรื่องราวเก่าๆ ของคำว่า NICs ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัย จำได้ว่าวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในตอนนนั้นคือ เราจะเป็น NICs (Newly Industrialized Countries) หรือประเทศอุตสาหกรรมใหม่ แต่ตอนนี้หากใครยังพูดว่าตัวเองจะเป็นนิกส์อยู่ก็เห็นจะเชยแทบแย่ เพราะคำๆนี้ เริ่มใช้กันน้อยลงเรื่อยๆ แล้วก็คิดว่ากระแสเริ่มจางหายไปหลังเหตุการณ์วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง* ประเทศที่ตอนนั้นพร่ำๆ กันว่าจะเป็นนิกส์ส่วนมากก์เป็นประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง

ตอนนี้ (สักระยะหนึ่งแล้ว) คำใหม่ที่มาแทนที่คือ The Four Tigers ซึ่งประเทศที่เข้าอยู่ในกลุ่มนี้ก็คือ เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน ลองเข้าไปหาข้อมูลกันดูนะคะ ว่าทำไมประเทศเหล่านี้ถึงได้รับเกียรติ แล้วเมื่อไหร่พี่ไทยจะเป็นเสือกับเค้าบ้าง (ก็มัวแต่แพนด้ากันอยู่นั่นเอง - ป.ล. ไม่ได้ลบหลู่หลินปิงนะคะ)




*น่าภูมิใจชะมัดที่ชื่ออาหารชั้นยอดของเรา ถูกนำไปเปรียบให้เป็นสถานการณ์ทางการเงินที่เลวร้ายที่สุดในภูมิภาค ซึ่งคนตั้งชื่อก็พวกฝรั่งมั่งค่านี่หล่ะ และแล้วดาบนั้นก็คืนสนอง เพราะอีก 10 ปี (นิดๆ) ให้หลัง เราก็ได้อิ่มหนำสำราญกันจนจุกกับวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ แน่นอนว่าอาหารฝรั่งกินแล้วไม่ค่อยดีต่อสุขภาพเท่าไหร่
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-09-16

ตั้งเป้าหมาย แล้วไปให้ถึง

ตอนนี้กำลังมะรุ้มมะตุ้มกับ Social Networking Service, Social Software
แรกๆ ก็เป็นผู้ใช้งานระดับดี (บ้างไม่ดีบ้าง) แต่หลังจากที่ได้รับคำเชิญให้ต้องไปเป็นวิทยากร ก็เริ่มรู้สึกไหวหวั่น :-) กลัวว่าจะเป็นการสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ เพราะที่ผ่านมาชีวิตก็เป็นแค่ end user มาโดยตลอด

ช่างเถอะ เข้าเรื่องดีกว่า

เรื่องที่จะเล่า คือ ค้นคว้าไปมา พบเว็บไซต์น่าสนใจ
www.43things.com

เป็นเว็บไซต์ตั้งเป้าหมายชีวิต ฟังดูแล้วน่าสนใจทีเดียว หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า หากไม่ได้ตั้งเป้าหมาย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองประสบความสำเร็จ หรือบรรลุเป้าหมายแล้ว

และหลักการอีกอย่างที่สำคัญของการบรรลุเป้าหมาย ก็คือ แรงใจ

เว็บไซต์นี้ก็จะเป็นสื่อในการเชื่อมคนที่มีเป้าหมายเหมือนกันให้มาเจอกัน มาให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

มี test ให้ทำด้วย

You are a Lifelong Learning Traveling Self-Knower
0.37% of the 210839 people who have taken this quiz are like you.

I took the 43 Things Personality Quiz and found out I'm a
Lifelong Learning Traveling Self-Knower

Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-09-08

Most Innovative Company

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประกาศคะแนนสอบมิดเทอมไปเรียบร้อย (กว่าจะตรวจเสร็จ แทบจะต้องไปตัดแว่นสายตา) นอกจากนั้น ยังเป็นวันที่นักศึกษาจะต้องส่ง Executive Summary สำหรับรายงานจากงาน IB Edutainment ที่ผ่านมา

ก็ต้องให้แก้กันไปพอสมควร สมเหตุสมผล และสมน้ำสมเนื้อ

มีเรื่องหนึ่งที่นักศึกษายังเข้าใจกันไม่เต็มที่ (ไม่ได้หมายความว่าไม่เข้าใจ แต่ยังเข้าใจกันไม่สุดๆ ไม่ทะลุปรุโปร่ง) ก็คือเรื่อง Creativity และ Innovation ที่ถูกนำมาเป็นโจทย์ของงาน IB Edutainment ในครั้งนี้

ก็ได้อธิบายให้นักศึกษาเข้าใจกันไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับไอเดียของคำว่าความคิดสร้างสรรค์ หรือนวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้ในองค์กร ว่า จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดเฉพาะที่ตัวผลิตภัณฑ์ รูปลักษณ์ที่สวยงาม เก๋ไก๋ แปลกใหม่เท่านั้น แต่อาจจะซ่อนอยู่ในกระบวนการบริหารจัดการ รูปแบบธุรกิจ หรือ ในประสบการณ์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ

ว่าแล้วก็คิดถึง link : The 50 Most Innovative Companies ที่จัดอันดับกันทุกปีโดยนิตยสาร BusinessWeek

ที่น่าสนใจคือช่องสุดท้าย ที่ถามว่า Known for its Most Innovative จะเห็นว่า Innovation เกิดได้ในรูปแบบที่ต่างกัน Product, Process, Customer Experience และ Business Model หวังว่านักศึกษาคงเข้าในกันมากขึ้นในประเด็นนี้

เพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจอีกนิด ลองเข้าไปดู SlideShow จะได้อ่านคำอธิบายสั้นๆ ว่าทำไมบริษัทเหล่านั้นถึงได้รับเลือก
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-08-24

IB Edutainment 2009

เหลืออีกไม่กี่อึดใจก็จะถึงวันงานแล้ว

ปีนี้รู้สึกว่าทีมงานจะพร้อมเป็นพิเศษ
ลองดูซิว่าผลงานจะออกมาเป็นอย่างไร
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-06-15

เป็นเด็กอีกครั้ง

บอกกันหรือยัง ว่าตั้งแต่เมื่อพฤษภาที่ผ่านมา เราก็ทำตัวเป็นนักศึกษาอีกรอบ

แถมเป็นเด็กโปรแกรมนานาชาติซะด้วย!

ก็จะอะไรกันเล่า ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะเจ้าน้องชายตัวดี (จริงๆ ตามศักดิ์จะถือเป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่เพราะคนไทย เราเรียกลูกป้า ลูกอา ลูกน้า ลูกลุง ว่า "พี่" "น้อง" ก็เลยไล่ลำดับกันไม่ค่อยจะตรงกับความจริงเท่าไหร่) ทำไงได้ ก็เกิดมาเป็นคนไทยในครอบครัวขยายนี่นา :-)

นอกเรื่องประจำ

อาจารย์ของน้อง ให้งานน้อง ในช่วง Prep. course (English intensive program) พอมีปัญหา พ่อเจ้าประคุณก็จะแวะมาถามไถ่

เราก็ต้องเลือก ระหว่างการเป็นอาจารย์ที่ดี กับการเป็นพี่ที่่รักน้อง

แรกๆ ก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เพราะความเป็นอาจารย์ เราก็คงไม่สามารถเข้าไปก้าวก่าย หรือไปอาจหาญสอนการบ้านภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาได้

แต่ความเป็นพี่ น้องมันมาหา มาขอความช่วยเหลือ แถมยาย น้าชาย น้าสะใภ้ และแทบทุกคนที่บ้านก็ยังคาดหวังและมอบหมายให้เราเป็นผู้ดูแลด้านการอำนวยความสะดวกทางการศึกษาให้กับน้อง

เกาหัวแกรกๆ และคิดในใจ ทำไงดีฟะตรู (ตบปากตัวเอง 1 ที)

ตัดสินใจ บอกน้องไปตามความเป็นจริงๆ ว่า ถ้ามีคำถาม มาปรึกษาได้ แต่ไม่สามารถบอกทุกอย่างได้ การบ้านได้รับมอบหมาย เจ้าตัวต้องทำมาก่อน ยินดีตรวจทาน แต่คำตอบสุดท้ายคืออาจารย์ หากสงสัยอะไรให้ถามอาจารย์ผู้สอน

และก็น่ายินดี ที่น้องเราก็ตั้งใจเรียน และขยันทำงานส่งอาจารย์ :-)

วันนี้ มี assignment ที่ต้องทำส่งทาง wikispaces .. น้องก็ถามเราว่าคืออะไร

เคยได้ยินมาเหมือนกัน แต่ไม่เคยใช้บริการ
ก็เลยลองเข้าไปดู

และพบว่าก็น่าสนใจเหมือนกัน
ถ้ารู้จักก่อนหน้านี้ อาจจะให้นักศึกษาทำโปรเจ็คท์ผ่าน wiki (แต่ไม่ดีกว่า เพราะรูปแบบของงานเขียนมันไม่เหมือนกัน)

เดี๋ยวหากมีเวลา จะลองหาข้อมูลเพิ่มเติม

-----------

วันนี้หลังจาก UP! แล้วก็ไปแวะร้านหนังสือ

มีหนังสือพวก how to สำหรับโปรแกรมน่าสนใจเยอะแยะเลย

สงสัยต้องทยอยสั่งเข้าห้องสมุด
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-06-13

Globalization Index

มีหน่วยงานสองแห่งหลักๆ ที่ได้จัดทำการจัดอันดับความเป็น โลกาภิวัตน์ ของประเทศไว้ โดยมีมิติที่พิจารณาคล้ายๆ กัน (แต่ก็แตกต่างกันในรายละเอียด)


องค์กรแรกจัดทำดัชนีชื่อ KOF Globalization Index และอีกแห่ง ชื่อ A.T. Kearney/Foreign Policy Magazine : Globalization Index


สำหรับ KOF Swiss Economic Institute ได้มีส่งข่าวประชาสัมพันธ์การจัดอันดับต่อสื่อมวลชน (Press Release) ล่าสุดเมื่อ มกราคม 2009 โดยมีมิติที่วัด 3 ด้านคือ เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม และลึกลงไปในรายละเอียด 24 ตัวแปร


ซึ่งการจัดอันดับดังกล่าว (KOF) ประเทศที่มีดัชนีโลกาภิวัตน์สูงสุดสำหรับปี 2009 คือ ประเทศ เบลเยี่ยม และตามมาด้วย ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสวิตเซอแลนด์


Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

ล่องไปเรื่อย

เคยเป็นไหม


ตั้งใจจะทำอะไรอย่างหนึ่ง แล้วมันก็พาเราไปสู่อีกอย่าง และอีกอย่าง แล้วสุดท้ายเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อย จนจำไม่ได้ว่าจริงๆ จะทำอะไรกันแน่ :-)





เกิดแบบนี้กับเราเป็นประจำ





วันนี้กำลังจะสรุป Globalization Index ให้กับนักศึกษา เปิดไปเจอรูปกวนๆ รูปหนึ่ง ที่เกี่ยวกับ Social Networking Site

ได้มาจากเพื่อนรุ่นน้องที่กำลังทำดุษฎีนิพนธ์อยู่ที่อเมริกา

เจ้าตัวได้ภาพมาจาก Outnext by Steph & Alek ก็เลยลองจิ้มเข้าไปดู Outnext เป็น Online Meganize ด้านการออกแบบ เนื้อหาก็ค่อนข้างน่าสนใจ

อ่านต่อไป ก็พบว่ารูปที่ว่า มีที่มาจาก Despair, Inc อะไรของเค้า To despair = To give up as beyond hope หรือแปลเป็นไทยว่า "สิ้นหวัง"
บริษัทอะไร ชื่อเป็นมงคลมาก!!

แต่พอคลิกไปอ่านจริงๆ แล้ว ก็ต้องทึ่งในไอเดีย เพราะเจ้าของเค้าทำเว็บขายเสื้อยืดสกรีนลงไปด้วยไอเดีย (ที่ส่วนมากจะเป็นไอเดียเกี่ยวกับการล้อเลียนพวก Net Savvy) ตลกดี บางมุขก็เป็นพวกคำคมแบบหักมุม

เช่น

  • Don't Be Afraid - I'm Right Behind You แล้วก็มีตัวเล็กๆ ต่อว่า using you as a shiled
  • END CORRUPTION ต่อด้วย or at least let me participate in it

และชอบมากคือ Company's slogan: CLOTHES MAKE THE MAN.THESE CLOTHES MAKE THE MAN SAD.

สำหรับรูปที่โชว์ข้างบน เป็นการวิเคราะห์ว่าพวกที่เป็นสาวก Social Networking Site จะมีความบกพร่องทางพฤติกรรม โดยยกตัวอย่างไซต์ที่โด่งดังระดับนานาชาติ(ขอย้ำระดับนานาชาติ เลยไม่มี hi5 เข้ามาเจือปน) ว่าจะเป็นพวกที่มีความบกพร่อง ส่วนบกพร่องเรื่องอะไร เค้าก็ทำเป็นสามมิติ
  • พฤติกรรมสมาธิสิ้น AHAD = Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD)
  • การหลงตัวเอง = Narcissism
  • การแอบติดตามคนอื่นอย่างลับๆ = Stalking

แล้วก็ไปเชื่อมกับพวกใช้เว็บว่า แต่ละเว็บเป็นอย่างไรบ้าง

ข่าวดีก็คือ ใครที่เป็นแฟน twitter คุณกำลังมีอาการผิดปกติทั้งสามประการ


Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-06-07

Fun with Blogs

วันอาทิตย์ อยู่บ้านทั้งวัน เตรียมสอน
เพื่อนๆ ถามว่าไม่ออกไปไหนหรือ .. คำตอบคือ ไม่ไปค่ะ

มีเวลาออนไลน์ ด้วยคอนเนคชั่นที่ห่วยๆ (จะโทษใครก็ต้องโทษตัวเราเอง) ใช้เวลานานมาก กว่าจะเช็คงานนักศึกษาแต่ละชิ้นได้ เฮ้อ...

นักศึกษามีความคืบหน้ากันหลายคน บางคนก็เริ่มลงมือเขียยนบล็อคเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว อ่านไปก็ดีใจไป เพราะเห็นมีหลายคนเหมือนกันที่ชอบการให้ออกไปแนะนำตัวหน้าชั้น (ตอนแรกที่คิดก็แอบหวั่นใจว่าเด็กๆ จะให้ความร่วมมือกันหรือเปล่า) บางคนก็บอกว่า ออกไปหนนี้ทำให้รู้จักเพื่อนๆ มากขึ้น บางคนมีนัยยะแอบแฝงบอกว่าทำให้ได้รู้ชื่อคนที่แอบชอบ และบางคนก็เห็นประโยชน์แท้จริงๆที่ซ่อนอยู่ว่า การที่ให้พวกเราได้สกัดกั้นกำแพง แล้วเข้าหาคนที่เราไม่คุ้นเคย จะเป็นประโยชน์แค่ไหน ในอนาคต

ส่วนหลายคนก็ชอบอกชอบใจที่ได้มีการเรียนรู้ผ่านการทำบล็อค (เราก็ดีใจด้วยเหมือนกัน) ถือว่านี่เป็นการแหวกกฎการเรียนการสอนแบบเก่า ที่ให้ผู้เรียนและผู้สอนได้เกิดความร่วมมือแบบ Interactive Collaboration

ครั้้งแรก ยังไม่ยากจู่โจมด้วยงานยากๆ แต่ก็ต้องให้ข้อมูลที่เพียงพอ ทั้งเรื่องโปรเจ็คท์เดี่ยว และกลุ่ม

คุยกับอ. นราธิปแล้ว เค้าเห็นด้วยเรื่องโปรเจ็คท์ที่เรานำเสนอ วันจันทร์คงเดินเรื่องเอกสารต่อไป

มีหลายคนไปหาความหมายของโลกาภิวัตน์ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

ชอบมากเลย .. ขณะที่เราให้เด็กได้เรียนรู้ เราก็ได้เรียนรู้จากเค้าไปด้วย

หวังว่าคงเป็นคลาสที่สนุนสนาน (ถ้าทุกคนเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมด้วยกัน)
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-06-05

วันแรกของภาคนี้

เริ่มสอนวันแรก
เทอมนี้สอนนักศึกษาเฉพาะที่รังสิต วันศุกร์
วันแรก ยังไม่อยากให้นักศึกษาตื่นตระหนกตกใจ :D ก็เลยเบาๆ ไปก่อน

ให้นักศึกษารู้จักกันด้วยกิจกรรม Getting to Know Each Other
ตามด้วยการอธิบาย Course Syllabus และ Outline

จากนั้นจึงนำเข้าสู่บทเรียน
และก็ปิดท้ายด้วยคำแนะนำในการทำ Project และ Individual Assignment ที่ให้นักศึกษาเขียนบล็อค IB321 เป็นของตัวเอง

เพื่อความยุติธรรม เลยต้องร่วมกันเขียนกับนักศึกษาด้วย
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-03-20

สิบวันที่ผ่านไป

เริ่มงานที่ใหม่ได้สิบวันแล้ว
รู้สึกว่า รอบๆ กายมันอุ่นๆ เพราะได้พลังที่สถิตย์อยู่ในตัวหัวหน้างานท่านใหม่

หน้าที่หลักของเราในตอนนี้ คือ ต้องทำงานวิจัยของตัวเองให้สำเร็จ
ว่าแล้วก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะความรู้ที่มีก็แค่หางอึ่ง แต่ยังไงก็ต้องทำงานชิ้นนี้ให้ได้
หากคนอื่นบนโลกนี้ทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

จริงๆ การเปลี่ยนแปลงก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

หลายคนทักท้วงว่า ทำไมเราถึงไม่ยอมดึงดันที่จะอยู่ตรงจุดเดิม (ที่หากเทียบกันแล้ว ในขณะนี้ เราก็จะสบายกว่า และได้รับผลตอบแทนในรูปตัวเงินที่สูงกว่า) แต่บอกตรงๆ ว่า ไม่รู้สิ เราเชื่อว่า หากเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ผู้ใหญ่ก็คงมองเห็น ดังนั้น สิ่งใหม่ที่ได้รับการหยิบยื่นให้ ก็ควรจะถือว่าเป็นโอกาส

แต่ก็ยอมรับว่า ทุกการเปลี่ยนแปลง ย่อมทำให้ต้องมีการปรับตัว ปรับเรื่องการใช้ชีวิตและการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งผ่านมาสิบวันแล้ว ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี

ช่วยให้กำลังใจกันด้วยแล้วกัน

------------------

อีกเรื่องคือ ได้รับอีเมล์จากผู้ติดตามอ่านบล็อก ไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ต้องขอบคุณมากค่ะสำหรับกำลังใจ
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-02-12

การเปลี่ยนแปลง

เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วครับทั่น!
โผโยกย้ายนายตะหาน จากโหรดัง อาจารย์อินทร์ เป็นจริงนะครับพี่น้อง

ในที่สุด เราก็ไม่พลาดที่จะกลายเป็นเป้า! ทั้งที่ก็ไม่ได้อยู่นิ่งแล้วนา

เปิดศักราชใหม่ ไม่ทันไรก็ได้รับแจ้งงจากทางหัวหน้าใหม่ ว่าจะต้องไปทำงานหน้าที่ใหม่ ตั้งแต่ล้างห้องน้ำยันต้อนรับแขก ก็น้อมรับด้วยความตำใจ (เต็มใจ หรือจำใจยังไม่แน่ใจ)

หวังว่าบุญเก่าที่ได้สะสมมา จะช่วยให้เราทำงานได้ตลอดรอดฝั่ง
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-10-05

ข้อดี ข้อเสีย ข้อเดียวกัน

หนึ่งในความภาคภูมิใจของตัวเอง คือ มีนิสัยรักการอ่าน

ต้องขอบคุณพ่อแม่ และบุคคลรายรอบ ที่เอื้อต่อการปลูกฝังนิสัยแบบนี้มาตั้งแต่เล็กๆ โดยมีตัวเร่งปฏิกิริยาคือหนังสือที่เปี่ยมไปด้วยสาระ "ขายหัวเราะ"

เป็นแฟนที่เหนียวแน่นของขายหัวเราะ (อย่างเดียวนะคะ มหาสนุก เบบี้ หนูจ๋า ไม่ใช่สไตล์ของเรา) อ่านมาตั้งแต่จำความได้ เมื่อก่อนแม่จะขายของในตลาดสด (แน่หล่ะ เราเป็นลูกแม่ค้า) ลูกของเจ้าของตลาดเป็นผู้บริหารโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ ด้วยความมีวิสัยทัศน์ คุณครูคนนี้ก็เปิดร้านขายหนังสือ เป็นแผงเล็กๆ อยู่ในบ้าน

เราก็เป็นลูกค้าที่เหนียวแน่น จนตอนหลังขยับไปเป็นเด็กเฝ้าร้าน อาจด้วยความที่เขาไว้ใจ ก็เลยได้ไปนั่งอ่านหนังสือฟรี (โดยต้องเฝ้าร้านให้เค้าเป็นการแลกเปลี่ยน) เป็นภาระงานที่ไม่มีพันธะผูกพันให้ต้องเจ็บปวด (ฮ่าฮ่า) ตราบใดที่ยังเฝ้าร้านให้ เราก็จะมีอำนาจในการเลือกหยิบหนังสือได้ตามต้องการ

หากใครที่อ่านหนังสือมากๆ จะเข้าใจว่า เมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง ความเร็วในการอ่านหนังสือจะเพิ่มขึ้น จนรู้ได้ว่า ต้องวางสายตาตรงไหนเพื่อจะจับความในหนังสือได้อย่างรวดเร็ว

ไม่เคยเทียบวัดความเร็ว แต่แทบทุกคนที่รู้จักจะบอกว่าเราเป็นคนอ่านหนังสือเร็วมาก


น่าอิจฉาใช่ไหม?


แต่อย่าเลย เพราะความที่อ่านเร็ว ก็เหมือนรถที่วิ่งไปสู่จุดหมายปลายทางได้เร็วกว่าคนอื่น หรือเทียบให้เห็นภาพ คือ อ่านหนังสือ ด้วยความเร็วเท่ากับคนที่นั่งเครื่องบินไปเชียงใหม่ เมื่อเทียบกับคนอื่นที่อาจจะขับรถหรือว่านั่งรถไฟไป

แล้วมันแย่ตรงไหน?

ก็ไม่ได้แย่มากมาย แต่หลายครั้ง ทำให้เราพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ในหนังสือไป

ถ้าอ่านนิยาย อ่านจบก็จะได้ความว่าเรื่องเป็นแบบไหน แต่บางทีจำชื่อพระเอกนางเอกไม่ค่อยจะได้

อ่านบทความ ก็จะรู้ว่าพูดเรื่องอะไร แต่รายละเอียดปลีกย่อย จำไม่ค่อยได้แล้ว

ปัญหาก็คือ เป็นครูบาอาจารย์ ข้อมูลต้องแน่น..

ทำให้ต้องลดความเร็วในการอ่านลง เพื่อเก็บรายละเอียดให้แม่นยำ


อีกเรื่องคือ เรื่องบางเรื่องที่อ่านไปแล้ว บางครั้งต้องทำใจ อ่านซ้ำๆ

ไอ้การทำซ้ำ เป็นสิ่งที่ฝืนความรู้สึกมากๆ ในตอนแรก เพราะเราเป็นประเภท จบแล้วจบเลย อ่านเล่มนี้จบไปแล้ว ก็อย่าหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะได้มีโอกาสมาอยู่ในอุ้งมือเราอีก


แต่ตอนนี้ต้องพยายามทำ

แต่ฝึกแล้วก็รู้สึกดี

บางเรื่อง เราคิดว่าเราอ่านแล้วเข้าใจสิ่งที่อ่าน พอไปอ่านอีกครั้ง ความเข้าใจที่มีในเรื่องเดิมจะลึกขึ้น ตีประเด็นได้ชัดเจนมากขึ้น


เคยฟังวิทยากรท่านหนึ่งที่มาบรรยายที่คณะ แล้วบอกว่า ข้อดีที่สำคัญของการเป็นอาจารย์ คือ การที่มีคนมาจ้างให้เราอ่านหนังสือ!


ใช่เลยค่ะ การอ่านเป็นน้ำหล่อเลี้ยง และก่อให้เกิดความชุ่มชื่นแก่ชีวิต เป็นตัวสร้างจินตนาการ และเป็นภูมิคุ้มกันที่จะทำให้เราพร้อมที่จะก้าวเดินในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยความมั่นใจ


สำหรับคนที่ได้อ่านเรื่องราวของเราในวันนี้

ท่านทำให้อัตราการอ่านหนังสือของคนไทยมีค่าเฉลี่ยทีดีขึ้นแล้ว

ขอบคุณค่ะ

ป.ล. ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาฯ ปี 2550 คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 12 บรรทัด หรือ ปีละ สองเล่ม!


Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo