2551-08-31

บางกอกแดนจรัส หรือ Bangkok Dangerous

สุดจะบรรยาย

ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาเหตุบ้านการเมืองมันแสนจะวุ่นวาย เรื่องราวของชาติมันทำให้หนึ่งสมองสองมือของเรามันตื้อไปหมด ไม่อยากทำอะไรเลย ไม่อยากอ่านข่าว ไม่อยากดูโทรทัศน์ ไม่อยากฟังบทสนทนา ที่หันไปทางไหนประเด็นที่คุยมันก็มีอยู่เรื่องเดียว

ท่าจะเป็นเอามาก



สิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้ บอกให้รู้ว่า คนไทยอย่างเราๆ ควรจะจับมือกัน ผลักดันให้ประเทศก้าวสู่ความก้าวหน้าไม่ใช่ไม่ใช่ฟาดฟันพวกเดียวกันลงปากเหว


ช่วยกันเปลี่ยนแบงคอกแดนเจอรัส ให้กลับมาเป็น บางกอกแดนจรัสกันดีกว่า

นะคะท่านสมาชิก(ที่คิดว่าตัวเองเป็น) ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-08-05

ตรวจข้อสอบ

ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจที่อยากจะให้ศิษย์รักได้มีการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทย และประกอบกับความบ้าพลังของตัวเอง

จึงตัดสินใจออกข้อสอบแบบอัตนัย (รู้จักกันใช่ไหมคะ - ออกข้อสอบแบบข้อเขียน)

สอนสามวิชา ออกข้อสอบข้อเขียนวิชาละประมาณ 6 ข้อ
นักศึกษาที่เรียน ตกวิชาละ180 คน

ก็ลองคูณกันเองนะคะ ว่าดิชั้นจะต้องตรวจข้อสอบทั้งหมดกี่ชุด และกี่ข้อ..เฮ่อ (รำพึงกับตัวเอง..อีบ้า)

อยากจะบอกศิษย์ทุกคนที่แช่งชักหักกระดูกว่าอาจารย์ออกข้อสอบโหดหว่ะ ยากหว่ะ เยอะหว่ะ ฯลฯ
บัดนี้ผลของการสาบแช่ง ได้ตกลงมาสู่ข้าพเจ้าเป็นที่เรียบร้อย

ผ่านมาเกือบอาทิตย์ วิชาแรกยังตรวจไม่เสร็จเลยค่ะ

นี่หล่ะน้า ...ดาบนั้นคืนสนอง
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-07-10

Chindia rocks the world

เปิดดูคร่าวๆ ในหนังสือ Chindia : How China and India are revolutionizing Global Business ที่เขียนและเรียบเรียงใหม่โดยนักเขียนประจำของ BusinessWeek, Pete Engardio

ยังไม่ได้สรุปความทั้งหมด แต่สิ่งที่ได้มา คือ ความน่ากลัวของความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของสองประเทศว่าที่มหาอำนาจใหม่ของโลก จีนและอินเดีย

เพิ่งรู้ว่าแต่ก่อนสองประเทศนี้มีความขัดแย้งกันทางการเมืองมาก่อน แล้วก็ได้เห็นผู้เขียนวิเคราะห์การขยายตัวของเศรษฐกิจที่ทั้งสองทำได้ในรูปแบบที่ต่างกัน

อีกเรื่องคือ อินเดียจะเป็นใหญ่ในเรื่องของ Software ในขณะที่จีนจะเชี่ยวชาญใน Hardware

อ่านไปอ่านมาก็นึกในใจ แล้วไทยหล่ะ

เราคงจะเป็นผู้ชำนาญ Nowhere :)

เศร้าดีไหมนี่
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-06-10

ความคิดเห็น-เด็กๆ

เปล่าค่ะ
ไม่ได้หมายความว่า ความคิดเห็นเหล่านี้ เป็นเรื่องเล็กๆ ไม่สำคัญ แต่"เด็กๆ" ที่ว่า คือความคิดเห็นที่เราได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาช่วยกันนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนที่ "พวกเขา" ต้องการ

ลองมาดูบางส่วนกันนะ ว่าเค้าเสนออะไรกันมาบ้าง จริงๆ เขียนกันมาเยอะมาก แต่บางความต้องการก็เหลือเกินจริงๆ (สีชมพูในวงเล็บคือความเห็นแทรกแบบขำๆของเราเองค่ะ :))

- อยากเรียนแบบ เข้าใจง่ายๆ สนุกๆ
- อยากให้เล่าเรื่องประกอบเนื้อหา ทำให้นักศึกษาไม่เครียด ไม่ง่วง (เธอจ๋า เธอจะรู้กันบ้างหรือเปล่าว่าชั้นนะต้องเครียดขนาดไหน ในการจะหาเรื่องมาเล่าแล้วทำให้พวกเธอไม่ง่วง ไม่เครียด)
- อยากให้อาจารย์รักลูกศิษย์มากๆ ให้คะแนนนักศึกษาที่มีความตั้งใจทำงานมากๆ ให้คะแนะนำอย่างละเอียดเมื่อนักศึกษาไม่เข้าใจ ไม่ขึ้นเสียงกับนักศึกษา (อ่ะนะ ดิชั้นไม่ใช่อีตาคาวี หรือนายหัวหฤษฏิ์นะ จะได้มาขึ้นเสียงและตบจูบ) และตอบอย่างไม่ดูดายว่านักศึกษาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจในงานที่สั่ง (หนูเป็นนักเรียนหรือนักเขียนบทละครหลังข่าวกันแน่คะ แต่ค่ะ จะพยายามค่ะ)
- สอนไม่เครียด Relax (เดี๋ยวหนหน้าป้าจะนุ่งกางเกงเล รองเท้าแตะมาสอน จะได้ดูรีเล็กซ์กันให้สุดๆไปเลย) ปล่อยเร็วๆ (มีเรียนต่อ) และบอกแนวข้อสอบ
- เป็นกันเอง สนุก ครึกครื้น รายงานไม่ต้องเยอะ เทอมละเล่มก็พอ (ได้ค่ะ แต่เล่มละ 150 หน้านะ) มีการยกตัวอย่างในชีวิตประจำวันมาสอน (อะไรในชีวิตประจำวันที่พวกเธอต้องการทราบคะ วิธีการอาบน้ำแปรงฟัน หรือการทอดไข่ดาวไม่ให้ไหม้)
- มีชีส (เนยแข็ง?? - จริงๆ น่าจะเป็นชีท หรือ ชีทส์นะคะคุณ) มาแจกนักศึกษา
- อยากให้อาจารย์ใจดี (แล้วตอนนี้ชั้นใจร้ายหรือยังไงคะ) ออกข้อสอบง่ายๆ
- มีการทำแบบฝึกหัดในห้องเรียน (ได้ค่ะ แล้วจะเพิ่มการคัดลายมือ และท่องสูตรคูณในชั้นเข้าไปด้วย เสร็จแล้ว กินนม ล้างหน้า ทาแป้งนอนกันต่อเลย)
- ให้บรรยายตามสไลด์ และเพิ่มเติมประสบการณ์ของอาจารย์ (อายุยังน้อย อ่อนด้อยประสบการณ์)
- ยกตัวอย่างให้มองเห็นภาพได้ชัดเจน หรือใช้สื่อเพื่อที่จะทำให้เข้าใจได้ง่าย จะทำให้นักศึกษาเข้าใจถึงเนื้อหาที่สอนได้ง่ายขึ้น
- ให้แบบฝึกหัดก่อนสอบกลางภาคและปลายภาคเป็นแนวทาง
- ไม่ต้องมีเช็คชื่อ ปล่อยเกรดเยอะๆ มีแต่ A, B+, B, C+ (เอ่อ คุณคะ ถ้าแบบนั้นไม่ต้องมาเรียนไม่ต้องมาสอนจับสลากให้เกรดไปเลยดีไหม)
- ไม่อยากให้มีงานกลุ่ม ไม่อยากรายงานหน้าห้อง ไม่ชอบตอบคำถามแต่ชอบฟัง (อืม..เอาใจยากนะคะคุณ)
- มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักศึกษา (ชอบมากค่ะ แต่เพื่อนข้างบนว่าไงคะ)
- เวลานักศึกษามีปัญหาขอให้คุยและซักถามได้ตลอด (ค่ะ ยกเว้นเวลาสอบที่ไม่อนุญาตให้ถามค่ะ)
- อยากให้อาจารย์ entertain นักศึกษาได้ เพราะช่วงบ่ายจะง่วงมาก ให้อาจารย์ส่งเอกสารประกอบเข้าอีเมล์นักศึกษา และอยากให้อาจารย์พูดภาษาอังกฤษเยอะๆ
- อย่าสอนแบบวิชาการมากเกินไป ให้สอนให้เข้าใจง่าย และสนุก (ความคิดเห็นประมาณนี้มีเยอะมาก)

ค่ะ ก็รับฟังทุกความคิดเห็นของพวกเรานะคะ แล้วจะพยายามทำในสิ่งที่ทำได้ ส่วนบางความต้องการที่ฝืนจุดยืนของตัวเองก็ต้องขออนุญาตไม่ทำตาม แต่ก็ได้ชี้แจงทุกคนไปแล้วนะคะว่า สิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-05-24

ตามหาคนหาย



ขอนอกเรื่องเล็กน้อย

คิดถึงน้ามู..
หลังจากที่ UCL นัดชิงชนะเลิศเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการเอาเมื่อตอนรุ่งเช้าของวันที่ 22 พฤษภาคม และแน่นอน "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นแชมป์" แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ภูมิใจเสนอปฏิบัติการโกงความตายอีกรอบ จนสามารถช่วงชิงถ้วยหูใหญ่มาครอบครองได้เป็นใบที่ 3 (ซึ่งเป็นใบที่สองในการคุมทีมของกุนซือ (มิใช่กุนเชียง) ป๋าอเลกซ์ของเรา) ดีใจมาก ตื้นตันใจก็มาก

แต่วันนี้ ความรู้สึกนั้นมันถูกมาทดแทนด้วยคำถามที่ว่า "น้ามูอยู่ไหน" (พยายามทำเสียงให้เหมือนกับคุณจาพนมเล็กน้อย)

อ่านข่าวแว่วๆว่า มูรินโญ่กำลังโดนทาบทามให้ไปเดินแบบแถวๆมิลาน อันนี้ไม่รู้ว่าจะจริงเท็จกันประการใด

ใครพบเห็น โปรดส่งข่าว

คนมันคิดถึง

Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-02-27

Branding of Thailand : ติดฉลากแล้วอย่าลืมบอกราคา (2)

มาว่ากันต่อ

ก่อนอื่นขอให้ทุกท่านขยับกันคนละก้าวสองก้าว สาวเท้ากันออกนอกขวานทองเสียก่อน
หลับตาแล้วคิดว่าตอนนี้พวกเราเป็นชาวต่างชาติ จะชาติไหนก็สุดแท้แต่คุณๆจะปรารถนา
แล้วลองมองกลับมา ดูสิว่า หากคิดถึงประเทศไทยจากสายตาเหล่านี้พวกเราคิดถึงอะไร

สิ่งที่บอกให้ทำเมื่อกี้ สะท้อนให้เห็นว่า ก่อนจะสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งได้ เจ้าของผลิตภัณฑ์ (คนไทยทุกคน) ต้องทราบก่อนว่าสินค้า(ประเทศไทย) ของเรามีจุดแข็งอะไร

เท่าที่ได้รวบรวม ได้อ่านผลการวิจัยผ่านตา พบว่า อุตสาหกรรมหลักที่ทำรายได้ให้กับคนไทยและมีความเข้มแข็งทางด้านการแข่งขันคงหนีไม่พ้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว(ขอรวมถึงอาหารด้วยค่ะ) ทั้งเกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย ความหลากหลายของวัฒนธรรม และศิลปวัฒนธรรม และอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์และเปี่ยมเสน่ห์ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นปัจจัยนำเข้าที่ทรงอิทธิพลต่อกระบวนการสร้างยี่ห้อเมืองไทยทั้งสิ้น

แต่ทำไมหนอ โครงการทั้งหลายแหล่ถึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที
ไม่ว่าจะเป็น Kitchen of the World, World Class Destination และอีกหลายๆ Hubs

คำตอบสุดท้ายที่ไม่ต้องใช้ตัวช่วยก็คือ ประเทศเรากำลังวาดฝันใหญ่ โดยที่คนส่วนมากยังไม่พร้อม
อย่าลืมนะคะว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของโลกคือมนุษย์เราๆท่านๆนี่เอง

แต่ขณะที่ทางการกำลังกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ของชาติ
คนไทยกำลังทำอะไรคะ? ... อืม.. เห็นแว๊บๆว่ากำลังดูละครหลังข่าว พระเอกกำลังโมโหหิวแล้วใช้กำลังขืนใจแม่นางเอก โอ้ นั่น..นักบวชชวนเด็กหนุ่มไปเที่ยวน้ำตก อ่ะ โน่น..สาวน้อยหนัก 45 กิโลกรัม กระโดดตึกเพราะมั่นใจว่าตัวเองน้ำหนักเกินมาตรฐาน แล้วโน่นเห็นข่าวนักร้องดังกำลังแถลงข่าวแยกทาง ส่วนอีกคนกำลังให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องคลิปหลุดของตัวเอง .. อะไรกันคะคุณ

ก่อนจะอนาถหัวใจกันมากกว่านี้ ขอยกตัวอย่างคลาสสิกของประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้าของประเทศเค้าโดยตรง

ซึ่งก็เคยยกตัวอย่างกันไปแลัวถึง Nokia .. โนเกียเป็นตัวอย่างที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านชอบเล่าให้ลูกศิษย์ฟังถึงความสำเร็จในการสร้างส่วนแบ่งตลาด และส่วนแบ่งในใจผู้บริโภค ไม่เพียงเท่านั้น โนเกียยังเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของ "ประเทศฟินแลนด์" ในการสร้างความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีไร้สาย คล้ายๆกับที่ญี่ปุ่นเคยทำสำเร็จมาแล้ว ในการสร้างแบรนด์ให้ตัวเองในอุตสาหกรรมยานยนต์

ในเมื่อทรัพยากรของไทยเราเพียบพร้อมขนาดนี้แล้ว คงเป็นไปได้ไม่ยากที่ประเทศไทยจะพาตัวเองไปสู่การเป็นแบรนด์เด่นในเรื่องอุตสากรรมท่องเที่ยว

ติดอยู่ก็เพียงแต่


สภาพแวดล้อมของประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่.. แต่คนไทยพร้อมหรือยังคะ?
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

Branding of Thailand : ติดฉลากแล้วอย่าลืมบอกราคา

ตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาจนเกือบจะสิ้นเดือนที่สองในรอบปฎิทินปี 2008 เดินผ่านไปตามแผงหนังสือทีไรก็ต้องเป็นสังเกตเห็นหัวข้อโปรยปกหนังสือพิมพ์และวารสาร จากหลายค่ายที่ว่ากันด้วยเรื่อง Thailand Branding ซึ่งไม่เกี่ยวกับซุปไก่สกัด รังนก หรือพรุนสกัดเข้มข้นเลยแม้แต่นิด

คิดว่าผู้เข้ามาอ่านหลายคนคงเข้าใจความหมายของคำว่า Branding กันอย่างดี แต่สำหรับท่านผู้ไม่ค่อยสันทันทางด้านการตลาด (ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น) ก็ลองมาทบทวนบทเรียน MK101 กันก่อน

ว่ากันถึงความหมายของ Brand โดยทั่วไปก็คือความรู้สึก หรือ ความประทับใจโดยรวมต่อสินค้าใดสินค้าหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในใจของผู้บริโภค ทั้งจากการโฆษณา, ประสบการณ์การใช้สินค้า, ภาพพจน์ขององค์กรและบุคลากรจากสินค้าและบริการ รวมถึง ประสบการณ์ใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้นๆ

ผู้รู้ทางการตลาดบอกอีกว่า การสร้างแบรนด์คือการสร้างส่วนแบ่งในใจของผู้บริโภค (Mind&Emotional Share) ซึ่งอย่าไปสับสนกับการสร้างส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) เพราะการสร้างแบรนด์ที่ดีนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าทางด้านการตลาดโดยตรง แต่เป็นสร้างความประทับในจิตใจของผู้บริโภคให้นึกถึงเราเป็นชื่อแรกเมื่อคิดถึงสินค้าประเภทเดียวกับเรา

อ่านความหมายทางทฤษฎีอาจจะเกิดความสับสนกันไปใหญ่ ลองยกตัวอย่างกันดูว่า หากพูดถึงโทรศัพท์มือถือ ชื่อแรกๆที่พวกเรานึกถึงคงหนีไม่พ้นโนเกีย ... ถามว่าเพราะอะไร คำตอบก็ย้อนกลับไปอ่าน 2 ย่อหน้าก่อนนี้ ... นั่นหมายความว่า Nokia ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์เรียบร้อยแล้ว

เพิ่งรู้สึกตัวว่าวิ่งออกนอกลู่ไปเสียไกล

เดี๋ยวมาว่ากันต่อ
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo