สุดจะบรรยาย
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาเหตุบ้านการเมืองมันแสนจะวุ่นวาย เรื่องราวของชาติมันทำให้หนึ่งสมองสองมือของเรามันตื้อไปหมด ไม่อยากทำอะไรเลย ไม่อยากอ่านข่าว ไม่อยากดูโทรทัศน์ ไม่อยากฟังบทสนทนา ที่หันไปทางไหนประเด็นที่คุยมันก็มีอยู่เรื่องเดียว
ท่าจะเป็นเอามาก
สิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้ บอกให้รู้ว่า คนไทยอย่างเราๆ ควรจะจับมือกัน ผลักดันให้ประเทศก้าวสู่ความก้าวหน้าไม่ใช่ไม่ใช่ฟาดฟันพวกเดียวกันลงปากเหว
ช่วยกันเปลี่ยนแบงคอกแดนเจอรัส ให้กลับมาเป็น บางกอกแดนจรัสกันดีกว่า
นะคะท่านสมาชิก(ที่คิดว่าตัวเองเป็น) ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย
2551-08-31
2551-08-05
ตรวจข้อสอบ
ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจที่อยากจะให้ศิษย์รักได้มีการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทย และประกอบกับความบ้าพลังของตัวเอง
จึงตัดสินใจออกข้อสอบแบบอัตนัย (รู้จักกันใช่ไหมคะ - ออกข้อสอบแบบข้อเขียน)
สอนสามวิชา ออกข้อสอบข้อเขียนวิชาละประมาณ 6 ข้อ
นักศึกษาที่เรียน ตกวิชาละ180 คน
ก็ลองคูณกันเองนะคะ ว่าดิชั้นจะต้องตรวจข้อสอบทั้งหมดกี่ชุด และกี่ข้อ..เฮ่อ (รำพึงกับตัวเอง..อีบ้า)
อยากจะบอกศิษย์ทุกคนที่แช่งชักหักกระดูกว่าอาจารย์ออกข้อสอบโหดหว่ะ ยากหว่ะ เยอะหว่ะ ฯลฯ
บัดนี้ผลของการสาบแช่ง ได้ตกลงมาสู่ข้าพเจ้าเป็นที่เรียบร้อย
ผ่านมาเกือบอาทิตย์ วิชาแรกยังตรวจไม่เสร็จเลยค่ะ
นี่หล่ะน้า ...ดาบนั้นคืนสนอง








จึงตัดสินใจออกข้อสอบแบบอัตนัย (รู้จักกันใช่ไหมคะ - ออกข้อสอบแบบข้อเขียน)
สอนสามวิชา ออกข้อสอบข้อเขียนวิชาละประมาณ 6 ข้อ
นักศึกษาที่เรียน ตกวิชาละ180 คน
ก็ลองคูณกันเองนะคะ ว่าดิชั้นจะต้องตรวจข้อสอบทั้งหมดกี่ชุด และกี่ข้อ..เฮ่อ (รำพึงกับตัวเอง..อีบ้า)
อยากจะบอกศิษย์ทุกคนที่แช่งชักหักกระดูกว่าอาจารย์ออกข้อสอบโหดหว่ะ ยากหว่ะ เยอะหว่ะ ฯลฯ
บัดนี้ผลของการสาบแช่ง ได้ตกลงมาสู่ข้าพเจ้าเป็นที่เรียบร้อย
ผ่านมาเกือบอาทิตย์ วิชาแรกยังตรวจไม่เสร็จเลยค่ะ
นี่หล่ะน้า ...ดาบนั้นคืนสนอง
2551-07-10
Chindia rocks the world
เปิดดูคร่าวๆ ในหนังสือ Chindia : How China and India are revolutionizing Global Business ที่เขียนและเรียบเรียงใหม่โดยนักเขียนประจำของ BusinessWeek, Pete Engardio
ยังไม่ได้สรุปความทั้งหมด แต่สิ่งที่ได้มา คือ ความน่ากลัวของความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของสองประเทศว่าที่มหาอำนาจใหม่ของโลก จีนและอินเดีย
เพิ่งรู้ว่าแต่ก่อนสองประเทศนี้มีความขัดแย้งกันทางการเมืองมาก่อน แล้วก็ได้เห็นผู้เขียนวิเคราะห์การขยายตัวของเศรษฐกิจที่ทั้งสองทำได้ในรูปแบบที่ต่างกัน
อีกเรื่องคือ อินเดียจะเป็นใหญ่ในเรื่องของ Software ในขณะที่จีนจะเชี่ยวชาญใน Hardware
อ่านไปอ่านมาก็นึกในใจ แล้วไทยหล่ะ
เราคงจะเป็นผู้ชำนาญ Nowhere :)
เศร้าดีไหมนี่








ยังไม่ได้สรุปความทั้งหมด แต่สิ่งที่ได้มา คือ ความน่ากลัวของความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของสองประเทศว่าที่มหาอำนาจใหม่ของโลก จีนและอินเดีย
เพิ่งรู้ว่าแต่ก่อนสองประเทศนี้มีความขัดแย้งกันทางการเมืองมาก่อน แล้วก็ได้เห็นผู้เขียนวิเคราะห์การขยายตัวของเศรษฐกิจที่ทั้งสองทำได้ในรูปแบบที่ต่างกัน
อีกเรื่องคือ อินเดียจะเป็นใหญ่ในเรื่องของ Software ในขณะที่จีนจะเชี่ยวชาญใน Hardware
อ่านไปอ่านมาก็นึกในใจ แล้วไทยหล่ะ
เราคงจะเป็นผู้ชำนาญ Nowhere :)
เศร้าดีไหมนี่
2551-06-10
ความคิดเห็น-เด็กๆ
เปล่าค่ะ
ไม่ได้หมายความว่า ความคิดเห็นเหล่านี้ เป็นเรื่องเล็กๆ ไม่สำคัญ แต่"เด็กๆ" ที่ว่า คือความคิดเห็นที่เราได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาช่วยกันนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนที่ "พวกเขา" ต้องการ
ลองมาดูบางส่วนกันนะ ว่าเค้าเสนออะไรกันมาบ้าง จริงๆ เขียนกันมาเยอะมาก แต่บางความต้องการก็เหลือเกินจริงๆ (สีชมพูในวงเล็บคือความเห็นแทรกแบบขำๆของเราเองค่ะ :))
- อยากเรียนแบบ เข้าใจง่ายๆ สนุกๆ
- อยากให้เล่าเรื่องประกอบเนื้อหา ทำให้นักศึกษาไม่เครียด ไม่ง่วง (เธอจ๋า เธอจะรู้กันบ้างหรือเปล่าว่าชั้นนะต้องเครียดขนาดไหน ในการจะหาเรื่องมาเล่าแล้วทำให้พวกเธอไม่ง่วง ไม่เครียด)
- อยากให้อาจารย์รักลูกศิษย์มากๆ ให้คะแนนนักศึกษาที่มีความตั้งใจทำงานมากๆ ให้คะแนะนำอย่างละเอียดเมื่อนักศึกษาไม่เข้าใจ ไม่ขึ้นเสียงกับนักศึกษา (อ่ะนะ ดิชั้นไม่ใช่อีตาคาวี หรือนายหัวหฤษฏิ์นะ จะได้มาขึ้นเสียงและตบจูบ) และตอบอย่างไม่ดูดายว่านักศึกษาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจในงานที่สั่ง (หนูเป็นนักเรียนหรือนักเขียนบทละครหลังข่าวกันแน่คะ แต่ค่ะ จะพยายามค่ะ)
- สอนไม่เครียด Relax (เดี๋ยวหนหน้าป้าจะนุ่งกางเกงเล รองเท้าแตะมาสอน จะได้ดูรีเล็กซ์กันให้สุดๆไปเลย) ปล่อยเร็วๆ (มีเรียนต่อ) และบอกแนวข้อสอบ
- เป็นกันเอง สนุก ครึกครื้น รายงานไม่ต้องเยอะ เทอมละเล่มก็พอ (ได้ค่ะ แต่เล่มละ 150 หน้านะ) มีการยกตัวอย่างในชีวิตประจำวันมาสอน (อะไรในชีวิตประจำวันที่พวกเธอต้องการทราบคะ วิธีการอาบน้ำแปรงฟัน หรือการทอดไข่ดาวไม่ให้ไหม้)
- มีชีส (เนยแข็ง?? - จริงๆ น่าจะเป็นชีท หรือ ชีทส์นะคะคุณ) มาแจกนักศึกษา
- อยากให้อาจารย์ใจดี (แล้วตอนนี้ชั้นใจร้ายหรือยังไงคะ) ออกข้อสอบง่ายๆ
- มีการทำแบบฝึกหัดในห้องเรียน (ได้ค่ะ แล้วจะเพิ่มการคัดลายมือ และท่องสูตรคูณในชั้นเข้าไปด้วย เสร็จแล้ว กินนม ล้างหน้า ทาแป้งนอนกันต่อเลย)
- ให้บรรยายตามสไลด์ และเพิ่มเติมประสบการณ์ของอาจารย์ (อายุยังน้อย อ่อนด้อยประสบการณ์)
- ยกตัวอย่างให้มองเห็นภาพได้ชัดเจน หรือใช้สื่อเพื่อที่จะทำให้เข้าใจได้ง่าย จะทำให้นักศึกษาเข้าใจถึงเนื้อหาที่สอนได้ง่ายขึ้น
- ให้แบบฝึกหัดก่อนสอบกลางภาคและปลายภาคเป็นแนวทาง
- ไม่ต้องมีเช็คชื่อ ปล่อยเกรดเยอะๆ มีแต่ A, B+, B, C+ (เอ่อ คุณคะ ถ้าแบบนั้นไม่ต้องมาเรียนไม่ต้องมาสอนจับสลากให้เกรดไปเลยดีไหม)
- ไม่อยากให้มีงานกลุ่ม ไม่อยากรายงานหน้าห้อง ไม่ชอบตอบคำถามแต่ชอบฟัง (อืม..เอาใจยากนะคะคุณ)
- มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักศึกษา (ชอบมากค่ะ แต่เพื่อนข้างบนว่าไงคะ)
- เวลานักศึกษามีปัญหาขอให้คุยและซักถามได้ตลอด (ค่ะ ยกเว้นเวลาสอบที่ไม่อนุญาตให้ถามค่ะ)
- อยากให้อาจารย์ entertain นักศึกษาได้ เพราะช่วงบ่ายจะง่วงมาก ให้อาจารย์ส่งเอกสารประกอบเข้าอีเมล์นักศึกษา และอยากให้อาจารย์พูดภาษาอังกฤษเยอะๆ
- อย่าสอนแบบวิชาการมากเกินไป ให้สอนให้เข้าใจง่าย และสนุก (ความคิดเห็นประมาณนี้มีเยอะมาก)
ค่ะ ก็รับฟังทุกความคิดเห็นของพวกเรานะคะ แล้วจะพยายามทำในสิ่งที่ทำได้ ส่วนบางความต้องการที่ฝืนจุดยืนของตัวเองก็ต้องขออนุญาตไม่ทำตาม แต่ก็ได้ชี้แจงทุกคนไปแล้วนะคะว่า สิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้








ไม่ได้หมายความว่า ความคิดเห็นเหล่านี้ เป็นเรื่องเล็กๆ ไม่สำคัญ แต่"เด็กๆ" ที่ว่า คือความคิดเห็นที่เราได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาช่วยกันนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนที่ "พวกเขา" ต้องการ
ลองมาดูบางส่วนกันนะ ว่าเค้าเสนออะไรกันมาบ้าง จริงๆ เขียนกันมาเยอะมาก แต่บางความต้องการก็เหลือเกินจริงๆ (สีชมพูในวงเล็บคือความเห็นแทรกแบบขำๆของเราเองค่ะ :))
- อยากเรียนแบบ เข้าใจง่ายๆ สนุกๆ
- อยากให้เล่าเรื่องประกอบเนื้อหา ทำให้นักศึกษาไม่เครียด ไม่ง่วง (เธอจ๋า เธอจะรู้กันบ้างหรือเปล่าว่าชั้นนะต้องเครียดขนาดไหน ในการจะหาเรื่องมาเล่าแล้วทำให้พวกเธอไม่ง่วง ไม่เครียด)
- อยากให้อาจารย์รักลูกศิษย์มากๆ ให้คะแนนนักศึกษาที่มีความตั้งใจทำงานมากๆ ให้คะแนะนำอย่างละเอียดเมื่อนักศึกษาไม่เข้าใจ ไม่ขึ้นเสียงกับนักศึกษา (อ่ะนะ ดิชั้นไม่ใช่อีตาคาวี หรือนายหัวหฤษฏิ์นะ จะได้มาขึ้นเสียงและตบจูบ) และตอบอย่างไม่ดูดายว่านักศึกษาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจในงานที่สั่ง (หนูเป็นนักเรียนหรือนักเขียนบทละครหลังข่าวกันแน่คะ แต่ค่ะ จะพยายามค่ะ)
- สอนไม่เครียด Relax (เดี๋ยวหนหน้าป้าจะนุ่งกางเกงเล รองเท้าแตะมาสอน จะได้ดูรีเล็กซ์กันให้สุดๆไปเลย) ปล่อยเร็วๆ (มีเรียนต่อ) และบอกแนวข้อสอบ
- เป็นกันเอง สนุก ครึกครื้น รายงานไม่ต้องเยอะ เทอมละเล่มก็พอ (ได้ค่ะ แต่เล่มละ 150 หน้านะ) มีการยกตัวอย่างในชีวิตประจำวันมาสอน (อะไรในชีวิตประจำวันที่พวกเธอต้องการทราบคะ วิธีการอาบน้ำแปรงฟัน หรือการทอดไข่ดาวไม่ให้ไหม้)
- มีชีส (เนยแข็ง?? - จริงๆ น่าจะเป็นชีท หรือ ชีทส์นะคะคุณ) มาแจกนักศึกษา
- อยากให้อาจารย์ใจดี (แล้วตอนนี้ชั้นใจร้ายหรือยังไงคะ) ออกข้อสอบง่ายๆ
- มีการทำแบบฝึกหัดในห้องเรียน (ได้ค่ะ แล้วจะเพิ่มการคัดลายมือ และท่องสูตรคูณในชั้นเข้าไปด้วย เสร็จแล้ว กินนม ล้างหน้า ทาแป้งนอนกันต่อเลย)
- ให้บรรยายตามสไลด์ และเพิ่มเติมประสบการณ์ของอาจารย์ (อายุยังน้อย อ่อนด้อยประสบการณ์)
- ยกตัวอย่างให้มองเห็นภาพได้ชัดเจน หรือใช้สื่อเพื่อที่จะทำให้เข้าใจได้ง่าย จะทำให้นักศึกษาเข้าใจถึงเนื้อหาที่สอนได้ง่ายขึ้น
- ให้แบบฝึกหัดก่อนสอบกลางภาคและปลายภาคเป็นแนวทาง
- ไม่ต้องมีเช็คชื่อ ปล่อยเกรดเยอะๆ มีแต่ A, B+, B, C+ (เอ่อ คุณคะ ถ้าแบบนั้นไม่ต้องมาเรียนไม่ต้องมาสอนจับสลากให้เกรดไปเลยดีไหม)
- ไม่อยากให้มีงานกลุ่ม ไม่อยากรายงานหน้าห้อง ไม่ชอบตอบคำถามแต่ชอบฟัง (อืม..เอาใจยากนะคะคุณ)
- มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักศึกษา (ชอบมากค่ะ แต่เพื่อนข้างบนว่าไงคะ)
- เวลานักศึกษามีปัญหาขอให้คุยและซักถามได้ตลอด (ค่ะ ยกเว้นเวลาสอบที่ไม่อนุญาตให้ถามค่ะ)
- อยากให้อาจารย์ entertain นักศึกษาได้ เพราะช่วงบ่ายจะง่วงมาก ให้อาจารย์ส่งเอกสารประกอบเข้าอีเมล์นักศึกษา และอยากให้อาจารย์พูดภาษาอังกฤษเยอะๆ
- อย่าสอนแบบวิชาการมากเกินไป ให้สอนให้เข้าใจง่าย และสนุก (ความคิดเห็นประมาณนี้มีเยอะมาก)
ค่ะ ก็รับฟังทุกความคิดเห็นของพวกเรานะคะ แล้วจะพยายามทำในสิ่งที่ทำได้ ส่วนบางความต้องการที่ฝืนจุดยืนของตัวเองก็ต้องขออนุญาตไม่ทำตาม แต่ก็ได้ชี้แจงทุกคนไปแล้วนะคะว่า สิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้
2551-05-24
ตามหาคนหาย

ขอนอกเรื่องเล็กน้อย
คิดถึงน้ามู..
หลังจากที่ UCL นัดชิงชนะเลิศเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการเอาเมื่อตอนรุ่งเช้าของวันที่ 22 พฤษภาคม และแน่นอน "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นแชมป์" แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ภูมิใจเสนอปฏิบัติการโกงความตายอีกรอบ จนสามารถช่วงชิงถ้วยหูใหญ่มาครอบครองได้เป็นใบที่ 3 (ซึ่งเป็นใบที่สองในการคุมทีมของกุนซือ (มิใช่กุนเชียง) ป๋าอเลกซ์ของเรา) ดีใจมาก ตื้นตันใจก็มาก
แต่วันนี้ ความรู้สึกนั้นมันถูกมาทดแทนด้วยคำถามที่ว่า "น้ามูอยู่ไหน" (พยายามทำเสียงให้เหมือนกับคุณจาพนมเล็กน้อย)
อ่านข่าวแว่วๆว่า มูรินโญ่กำลังโดนทาบทามให้ไปเดินแบบแถวๆมิลาน อันนี้ไม่รู้ว่าจะจริงเท็จกันประการใด
ใครพบเห็น โปรดส่งข่าว
คนมันคิดถึง
2551-02-27
Branding of Thailand : ติดฉลากแล้วอย่าลืมบอกราคา (2)
มาว่ากันต่อ
ก่อนอื่นขอให้ทุกท่านขยับกันคนละก้าวสองก้าว สาวเท้ากันออกนอกขวานทองเสียก่อน
หลับตาแล้วคิดว่าตอนนี้พวกเราเป็นชาวต่างชาติ จะชาติไหนก็สุดแท้แต่คุณๆจะปรารถนา
แล้วลองมองกลับมา ดูสิว่า หากคิดถึงประเทศไทยจากสายตาเหล่านี้พวกเราคิดถึงอะไร
สิ่งที่บอกให้ทำเมื่อกี้ สะท้อนให้เห็นว่า ก่อนจะสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งได้ เจ้าของผลิตภัณฑ์ (คนไทยทุกคน) ต้องทราบก่อนว่าสินค้า(ประเทศไทย) ของเรามีจุดแข็งอะไร
เท่าที่ได้รวบรวม ได้อ่านผลการวิจัยผ่านตา พบว่า อุตสาหกรรมหลักที่ทำรายได้ให้กับคนไทยและมีความเข้มแข็งทางด้านการแข่งขันคงหนีไม่พ้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว(ขอรวมถึงอาหารด้วยค่ะ) ทั้งเกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย ความหลากหลายของวัฒนธรรม และศิลปวัฒนธรรม และอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์และเปี่ยมเสน่ห์ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นปัจจัยนำเข้าที่ทรงอิทธิพลต่อกระบวนการสร้างยี่ห้อเมืองไทยทั้งสิ้น
แต่ทำไมหนอ โครงการทั้งหลายแหล่ถึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที
ไม่ว่าจะเป็น Kitchen of the World, World Class Destination และอีกหลายๆ Hubs
คำตอบสุดท้ายที่ไม่ต้องใช้ตัวช่วยก็คือ ประเทศเรากำลังวาดฝันใหญ่ โดยที่คนส่วนมากยังไม่พร้อม
อย่าลืมนะคะว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของโลกคือมนุษย์เราๆท่านๆนี่เอง
แต่ขณะที่ทางการกำลังกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ของชาติ
คนไทยกำลังทำอะไรคะ? ... อืม.. เห็นแว๊บๆว่ากำลังดูละครหลังข่าว พระเอกกำลังโมโหหิวแล้วใช้กำลังขืนใจแม่นางเอก โอ้ นั่น..นักบวชชวนเด็กหนุ่มไปเที่ยวน้ำตก อ่ะ โน่น..สาวน้อยหนัก 45 กิโลกรัม กระโดดตึกเพราะมั่นใจว่าตัวเองน้ำหนักเกินมาตรฐาน แล้วโน่นเห็นข่าวนักร้องดังกำลังแถลงข่าวแยกทาง ส่วนอีกคนกำลังให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องคลิปหลุดของตัวเอง .. อะไรกันคะคุณ
ก่อนจะอนาถหัวใจกันมากกว่านี้ ขอยกตัวอย่างคลาสสิกของประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้าของประเทศเค้าโดยตรง
ซึ่งก็เคยยกตัวอย่างกันไปแลัวถึง Nokia .. โนเกียเป็นตัวอย่างที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านชอบเล่าให้ลูกศิษย์ฟังถึงความสำเร็จในการสร้างส่วนแบ่งตลาด และส่วนแบ่งในใจผู้บริโภค ไม่เพียงเท่านั้น โนเกียยังเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของ "ประเทศฟินแลนด์" ในการสร้างความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีไร้สาย คล้ายๆกับที่ญี่ปุ่นเคยทำสำเร็จมาแล้ว ในการสร้างแบรนด์ให้ตัวเองในอุตสาหกรรมยานยนต์
ในเมื่อทรัพยากรของไทยเราเพียบพร้อมขนาดนี้แล้ว คงเป็นไปได้ไม่ยากที่ประเทศไทยจะพาตัวเองไปสู่การเป็นแบรนด์เด่นในเรื่องอุตสากรรมท่องเที่ยว
ติดอยู่ก็เพียงแต่
สภาพแวดล้อมของประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่.. แต่คนไทยพร้อมหรือยังคะ?








ก่อนอื่นขอให้ทุกท่านขยับกันคนละก้าวสองก้าว สาวเท้ากันออกนอกขวานทองเสียก่อน
หลับตาแล้วคิดว่าตอนนี้พวกเราเป็นชาวต่างชาติ จะชาติไหนก็สุดแท้แต่คุณๆจะปรารถนา
แล้วลองมองกลับมา ดูสิว่า หากคิดถึงประเทศไทยจากสายตาเหล่านี้พวกเราคิดถึงอะไร
สิ่งที่บอกให้ทำเมื่อกี้ สะท้อนให้เห็นว่า ก่อนจะสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งได้ เจ้าของผลิตภัณฑ์ (คนไทยทุกคน) ต้องทราบก่อนว่าสินค้า(ประเทศไทย) ของเรามีจุดแข็งอะไร
เท่าที่ได้รวบรวม ได้อ่านผลการวิจัยผ่านตา พบว่า อุตสาหกรรมหลักที่ทำรายได้ให้กับคนไทยและมีความเข้มแข็งทางด้านการแข่งขันคงหนีไม่พ้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว(ขอรวมถึงอาหารด้วยค่ะ) ทั้งเกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย ความหลากหลายของวัฒนธรรม และศิลปวัฒนธรรม และอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์และเปี่ยมเสน่ห์ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นปัจจัยนำเข้าที่ทรงอิทธิพลต่อกระบวนการสร้างยี่ห้อเมืองไทยทั้งสิ้น
แต่ทำไมหนอ โครงการทั้งหลายแหล่ถึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที
ไม่ว่าจะเป็น Kitchen of the World, World Class Destination และอีกหลายๆ Hubs
คำตอบสุดท้ายที่ไม่ต้องใช้ตัวช่วยก็คือ ประเทศเรากำลังวาดฝันใหญ่ โดยที่คนส่วนมากยังไม่พร้อม
อย่าลืมนะคะว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของโลกคือมนุษย์เราๆท่านๆนี่เอง
แต่ขณะที่ทางการกำลังกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ของชาติ
คนไทยกำลังทำอะไรคะ? ... อืม.. เห็นแว๊บๆว่ากำลังดูละครหลังข่าว พระเอกกำลังโมโหหิวแล้วใช้กำลังขืนใจแม่นางเอก โอ้ นั่น..นักบวชชวนเด็กหนุ่มไปเที่ยวน้ำตก อ่ะ โน่น..สาวน้อยหนัก 45 กิโลกรัม กระโดดตึกเพราะมั่นใจว่าตัวเองน้ำหนักเกินมาตรฐาน แล้วโน่นเห็นข่าวนักร้องดังกำลังแถลงข่าวแยกทาง ส่วนอีกคนกำลังให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องคลิปหลุดของตัวเอง .. อะไรกันคะคุณ
ก่อนจะอนาถหัวใจกันมากกว่านี้ ขอยกตัวอย่างคลาสสิกของประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้าของประเทศเค้าโดยตรง
ซึ่งก็เคยยกตัวอย่างกันไปแลัวถึง Nokia .. โนเกียเป็นตัวอย่างที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านชอบเล่าให้ลูกศิษย์ฟังถึงความสำเร็จในการสร้างส่วนแบ่งตลาด และส่วนแบ่งในใจผู้บริโภค ไม่เพียงเท่านั้น โนเกียยังเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของ "ประเทศฟินแลนด์" ในการสร้างความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีไร้สาย คล้ายๆกับที่ญี่ปุ่นเคยทำสำเร็จมาแล้ว ในการสร้างแบรนด์ให้ตัวเองในอุตสาหกรรมยานยนต์
ในเมื่อทรัพยากรของไทยเราเพียบพร้อมขนาดนี้แล้ว คงเป็นไปได้ไม่ยากที่ประเทศไทยจะพาตัวเองไปสู่การเป็นแบรนด์เด่นในเรื่องอุตสากรรมท่องเที่ยว
ติดอยู่ก็เพียงแต่
สภาพแวดล้อมของประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่.. แต่คนไทยพร้อมหรือยังคะ?
Branding of Thailand : ติดฉลากแล้วอย่าลืมบอกราคา
ตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาจนเกือบจะสิ้นเดือนที่สองในรอบปฎิทินปี 2008 เดินผ่านไปตามแผงหนังสือทีไรก็ต้องเป็นสังเกตเห็นหัวข้อโปรยปกหนังสือพิมพ์และวารสาร จากหลายค่ายที่ว่ากันด้วยเรื่อง Thailand Branding ซึ่งไม่เกี่ยวกับซุปไก่สกัด รังนก หรือพรุนสกัดเข้มข้นเลยแม้แต่นิด
คิดว่าผู้เข้ามาอ่านหลายคนคงเข้าใจความหมายของคำว่า Branding กันอย่างดี แต่สำหรับท่านผู้ไม่ค่อยสันทันทางด้านการตลาด (ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น) ก็ลองมาทบทวนบทเรียน MK101 กันก่อน
ว่ากันถึงความหมายของ Brand โดยทั่วไปก็คือความรู้สึก หรือ ความประทับใจโดยรวมต่อสินค้าใดสินค้าหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในใจของผู้บริโภค ทั้งจากการโฆษณา, ประสบการณ์การใช้สินค้า, ภาพพจน์ขององค์กรและบุคลากรจากสินค้าและบริการ รวมถึง ประสบการณ์ใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้นๆ
ผู้รู้ทางการตลาดบอกอีกว่า การสร้างแบรนด์คือการสร้างส่วนแบ่งในใจของผู้บริโภค (Mind&Emotional Share) ซึ่งอย่าไปสับสนกับการสร้างส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) เพราะการสร้างแบรนด์ที่ดีนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าทางด้านการตลาดโดยตรง แต่เป็นสร้างความประทับในจิตใจของผู้บริโภคให้นึกถึงเราเป็นชื่อแรกเมื่อคิดถึงสินค้าประเภทเดียวกับเรา
อ่านความหมายทางทฤษฎีอาจจะเกิดความสับสนกันไปใหญ่ ลองยกตัวอย่างกันดูว่า หากพูดถึงโทรศัพท์มือถือ ชื่อแรกๆที่พวกเรานึกถึงคงหนีไม่พ้นโนเกีย ... ถามว่าเพราะอะไร คำตอบก็ย้อนกลับไปอ่าน 2 ย่อหน้าก่อนนี้ ... นั่นหมายความว่า Nokia ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์เรียบร้อยแล้ว
เพิ่งรู้สึกตัวว่าวิ่งออกนอกลู่ไปเสียไกล
เดี๋ยวมาว่ากันต่อ








คิดว่าผู้เข้ามาอ่านหลายคนคงเข้าใจความหมายของคำว่า Branding กันอย่างดี แต่สำหรับท่านผู้ไม่ค่อยสันทันทางด้านการตลาด (ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น) ก็ลองมาทบทวนบทเรียน MK101 กันก่อน
ว่ากันถึงความหมายของ Brand โดยทั่วไปก็คือความรู้สึก หรือ ความประทับใจโดยรวมต่อสินค้าใดสินค้าหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในใจของผู้บริโภค ทั้งจากการโฆษณา, ประสบการณ์การใช้สินค้า, ภาพพจน์ขององค์กรและบุคลากรจากสินค้าและบริการ รวมถึง ประสบการณ์ใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้นๆ
ผู้รู้ทางการตลาดบอกอีกว่า การสร้างแบรนด์คือการสร้างส่วนแบ่งในใจของผู้บริโภค (Mind&Emotional Share) ซึ่งอย่าไปสับสนกับการสร้างส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) เพราะการสร้างแบรนด์ที่ดีนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าทางด้านการตลาดโดยตรง แต่เป็นสร้างความประทับในจิตใจของผู้บริโภคให้นึกถึงเราเป็นชื่อแรกเมื่อคิดถึงสินค้าประเภทเดียวกับเรา
อ่านความหมายทางทฤษฎีอาจจะเกิดความสับสนกันไปใหญ่ ลองยกตัวอย่างกันดูว่า หากพูดถึงโทรศัพท์มือถือ ชื่อแรกๆที่พวกเรานึกถึงคงหนีไม่พ้นโนเกีย ... ถามว่าเพราะอะไร คำตอบก็ย้อนกลับไปอ่าน 2 ย่อหน้าก่อนนี้ ... นั่นหมายความว่า Nokia ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์เรียบร้อยแล้ว
เพิ่งรู้สึกตัวว่าวิ่งออกนอกลู่ไปเสียไกล
เดี๋ยวมาว่ากันต่อ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)