2551-06-10

ความคิดเห็น-เด็กๆ

เปล่าค่ะ
ไม่ได้หมายความว่า ความคิดเห็นเหล่านี้ เป็นเรื่องเล็กๆ ไม่สำคัญ แต่"เด็กๆ" ที่ว่า คือความคิดเห็นที่เราได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาช่วยกันนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนที่ "พวกเขา" ต้องการ

ลองมาดูบางส่วนกันนะ ว่าเค้าเสนออะไรกันมาบ้าง จริงๆ เขียนกันมาเยอะมาก แต่บางความต้องการก็เหลือเกินจริงๆ (สีชมพูในวงเล็บคือความเห็นแทรกแบบขำๆของเราเองค่ะ :))

- อยากเรียนแบบ เข้าใจง่ายๆ สนุกๆ
- อยากให้เล่าเรื่องประกอบเนื้อหา ทำให้นักศึกษาไม่เครียด ไม่ง่วง (เธอจ๋า เธอจะรู้กันบ้างหรือเปล่าว่าชั้นนะต้องเครียดขนาดไหน ในการจะหาเรื่องมาเล่าแล้วทำให้พวกเธอไม่ง่วง ไม่เครียด)
- อยากให้อาจารย์รักลูกศิษย์มากๆ ให้คะแนนนักศึกษาที่มีความตั้งใจทำงานมากๆ ให้คะแนะนำอย่างละเอียดเมื่อนักศึกษาไม่เข้าใจ ไม่ขึ้นเสียงกับนักศึกษา (อ่ะนะ ดิชั้นไม่ใช่อีตาคาวี หรือนายหัวหฤษฏิ์นะ จะได้มาขึ้นเสียงและตบจูบ) และตอบอย่างไม่ดูดายว่านักศึกษาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจในงานที่สั่ง (หนูเป็นนักเรียนหรือนักเขียนบทละครหลังข่าวกันแน่คะ แต่ค่ะ จะพยายามค่ะ)
- สอนไม่เครียด Relax (เดี๋ยวหนหน้าป้าจะนุ่งกางเกงเล รองเท้าแตะมาสอน จะได้ดูรีเล็กซ์กันให้สุดๆไปเลย) ปล่อยเร็วๆ (มีเรียนต่อ) และบอกแนวข้อสอบ
- เป็นกันเอง สนุก ครึกครื้น รายงานไม่ต้องเยอะ เทอมละเล่มก็พอ (ได้ค่ะ แต่เล่มละ 150 หน้านะ) มีการยกตัวอย่างในชีวิตประจำวันมาสอน (อะไรในชีวิตประจำวันที่พวกเธอต้องการทราบคะ วิธีการอาบน้ำแปรงฟัน หรือการทอดไข่ดาวไม่ให้ไหม้)
- มีชีส (เนยแข็ง?? - จริงๆ น่าจะเป็นชีท หรือ ชีทส์นะคะคุณ) มาแจกนักศึกษา
- อยากให้อาจารย์ใจดี (แล้วตอนนี้ชั้นใจร้ายหรือยังไงคะ) ออกข้อสอบง่ายๆ
- มีการทำแบบฝึกหัดในห้องเรียน (ได้ค่ะ แล้วจะเพิ่มการคัดลายมือ และท่องสูตรคูณในชั้นเข้าไปด้วย เสร็จแล้ว กินนม ล้างหน้า ทาแป้งนอนกันต่อเลย)
- ให้บรรยายตามสไลด์ และเพิ่มเติมประสบการณ์ของอาจารย์ (อายุยังน้อย อ่อนด้อยประสบการณ์)
- ยกตัวอย่างให้มองเห็นภาพได้ชัดเจน หรือใช้สื่อเพื่อที่จะทำให้เข้าใจได้ง่าย จะทำให้นักศึกษาเข้าใจถึงเนื้อหาที่สอนได้ง่ายขึ้น
- ให้แบบฝึกหัดก่อนสอบกลางภาคและปลายภาคเป็นแนวทาง
- ไม่ต้องมีเช็คชื่อ ปล่อยเกรดเยอะๆ มีแต่ A, B+, B, C+ (เอ่อ คุณคะ ถ้าแบบนั้นไม่ต้องมาเรียนไม่ต้องมาสอนจับสลากให้เกรดไปเลยดีไหม)
- ไม่อยากให้มีงานกลุ่ม ไม่อยากรายงานหน้าห้อง ไม่ชอบตอบคำถามแต่ชอบฟัง (อืม..เอาใจยากนะคะคุณ)
- มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักศึกษา (ชอบมากค่ะ แต่เพื่อนข้างบนว่าไงคะ)
- เวลานักศึกษามีปัญหาขอให้คุยและซักถามได้ตลอด (ค่ะ ยกเว้นเวลาสอบที่ไม่อนุญาตให้ถามค่ะ)
- อยากให้อาจารย์ entertain นักศึกษาได้ เพราะช่วงบ่ายจะง่วงมาก ให้อาจารย์ส่งเอกสารประกอบเข้าอีเมล์นักศึกษา และอยากให้อาจารย์พูดภาษาอังกฤษเยอะๆ
- อย่าสอนแบบวิชาการมากเกินไป ให้สอนให้เข้าใจง่าย และสนุก (ความคิดเห็นประมาณนี้มีเยอะมาก)

ค่ะ ก็รับฟังทุกความคิดเห็นของพวกเรานะคะ แล้วจะพยายามทำในสิ่งที่ทำได้ ส่วนบางความต้องการที่ฝืนจุดยืนของตัวเองก็ต้องขออนุญาตไม่ทำตาม แต่ก็ได้ชี้แจงทุกคนไปแล้วนะคะว่า สิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-05-24

ตามหาคนหาย



ขอนอกเรื่องเล็กน้อย

คิดถึงน้ามู..
หลังจากที่ UCL นัดชิงชนะเลิศเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการเอาเมื่อตอนรุ่งเช้าของวันที่ 22 พฤษภาคม และแน่นอน "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นแชมป์" แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ภูมิใจเสนอปฏิบัติการโกงความตายอีกรอบ จนสามารถช่วงชิงถ้วยหูใหญ่มาครอบครองได้เป็นใบที่ 3 (ซึ่งเป็นใบที่สองในการคุมทีมของกุนซือ (มิใช่กุนเชียง) ป๋าอเลกซ์ของเรา) ดีใจมาก ตื้นตันใจก็มาก

แต่วันนี้ ความรู้สึกนั้นมันถูกมาทดแทนด้วยคำถามที่ว่า "น้ามูอยู่ไหน" (พยายามทำเสียงให้เหมือนกับคุณจาพนมเล็กน้อย)

อ่านข่าวแว่วๆว่า มูรินโญ่กำลังโดนทาบทามให้ไปเดินแบบแถวๆมิลาน อันนี้ไม่รู้ว่าจะจริงเท็จกันประการใด

ใครพบเห็น โปรดส่งข่าว

คนมันคิดถึง

Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-02-27

Branding of Thailand : ติดฉลากแล้วอย่าลืมบอกราคา (2)

มาว่ากันต่อ

ก่อนอื่นขอให้ทุกท่านขยับกันคนละก้าวสองก้าว สาวเท้ากันออกนอกขวานทองเสียก่อน
หลับตาแล้วคิดว่าตอนนี้พวกเราเป็นชาวต่างชาติ จะชาติไหนก็สุดแท้แต่คุณๆจะปรารถนา
แล้วลองมองกลับมา ดูสิว่า หากคิดถึงประเทศไทยจากสายตาเหล่านี้พวกเราคิดถึงอะไร

สิ่งที่บอกให้ทำเมื่อกี้ สะท้อนให้เห็นว่า ก่อนจะสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งได้ เจ้าของผลิตภัณฑ์ (คนไทยทุกคน) ต้องทราบก่อนว่าสินค้า(ประเทศไทย) ของเรามีจุดแข็งอะไร

เท่าที่ได้รวบรวม ได้อ่านผลการวิจัยผ่านตา พบว่า อุตสาหกรรมหลักที่ทำรายได้ให้กับคนไทยและมีความเข้มแข็งทางด้านการแข่งขันคงหนีไม่พ้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว(ขอรวมถึงอาหารด้วยค่ะ) ทั้งเกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย ความหลากหลายของวัฒนธรรม และศิลปวัฒนธรรม และอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์และเปี่ยมเสน่ห์ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นปัจจัยนำเข้าที่ทรงอิทธิพลต่อกระบวนการสร้างยี่ห้อเมืองไทยทั้งสิ้น

แต่ทำไมหนอ โครงการทั้งหลายแหล่ถึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที
ไม่ว่าจะเป็น Kitchen of the World, World Class Destination และอีกหลายๆ Hubs

คำตอบสุดท้ายที่ไม่ต้องใช้ตัวช่วยก็คือ ประเทศเรากำลังวาดฝันใหญ่ โดยที่คนส่วนมากยังไม่พร้อม
อย่าลืมนะคะว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของโลกคือมนุษย์เราๆท่านๆนี่เอง

แต่ขณะที่ทางการกำลังกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ของชาติ
คนไทยกำลังทำอะไรคะ? ... อืม.. เห็นแว๊บๆว่ากำลังดูละครหลังข่าว พระเอกกำลังโมโหหิวแล้วใช้กำลังขืนใจแม่นางเอก โอ้ นั่น..นักบวชชวนเด็กหนุ่มไปเที่ยวน้ำตก อ่ะ โน่น..สาวน้อยหนัก 45 กิโลกรัม กระโดดตึกเพราะมั่นใจว่าตัวเองน้ำหนักเกินมาตรฐาน แล้วโน่นเห็นข่าวนักร้องดังกำลังแถลงข่าวแยกทาง ส่วนอีกคนกำลังให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องคลิปหลุดของตัวเอง .. อะไรกันคะคุณ

ก่อนจะอนาถหัวใจกันมากกว่านี้ ขอยกตัวอย่างคลาสสิกของประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้าของประเทศเค้าโดยตรง

ซึ่งก็เคยยกตัวอย่างกันไปแลัวถึง Nokia .. โนเกียเป็นตัวอย่างที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านชอบเล่าให้ลูกศิษย์ฟังถึงความสำเร็จในการสร้างส่วนแบ่งตลาด และส่วนแบ่งในใจผู้บริโภค ไม่เพียงเท่านั้น โนเกียยังเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของ "ประเทศฟินแลนด์" ในการสร้างความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีไร้สาย คล้ายๆกับที่ญี่ปุ่นเคยทำสำเร็จมาแล้ว ในการสร้างแบรนด์ให้ตัวเองในอุตสาหกรรมยานยนต์

ในเมื่อทรัพยากรของไทยเราเพียบพร้อมขนาดนี้แล้ว คงเป็นไปได้ไม่ยากที่ประเทศไทยจะพาตัวเองไปสู่การเป็นแบรนด์เด่นในเรื่องอุตสากรรมท่องเที่ยว

ติดอยู่ก็เพียงแต่


สภาพแวดล้อมของประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่.. แต่คนไทยพร้อมหรือยังคะ?
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

Branding of Thailand : ติดฉลากแล้วอย่าลืมบอกราคา

ตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาจนเกือบจะสิ้นเดือนที่สองในรอบปฎิทินปี 2008 เดินผ่านไปตามแผงหนังสือทีไรก็ต้องเป็นสังเกตเห็นหัวข้อโปรยปกหนังสือพิมพ์และวารสาร จากหลายค่ายที่ว่ากันด้วยเรื่อง Thailand Branding ซึ่งไม่เกี่ยวกับซุปไก่สกัด รังนก หรือพรุนสกัดเข้มข้นเลยแม้แต่นิด

คิดว่าผู้เข้ามาอ่านหลายคนคงเข้าใจความหมายของคำว่า Branding กันอย่างดี แต่สำหรับท่านผู้ไม่ค่อยสันทันทางด้านการตลาด (ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น) ก็ลองมาทบทวนบทเรียน MK101 กันก่อน

ว่ากันถึงความหมายของ Brand โดยทั่วไปก็คือความรู้สึก หรือ ความประทับใจโดยรวมต่อสินค้าใดสินค้าหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในใจของผู้บริโภค ทั้งจากการโฆษณา, ประสบการณ์การใช้สินค้า, ภาพพจน์ขององค์กรและบุคลากรจากสินค้าและบริการ รวมถึง ประสบการณ์ใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้นๆ

ผู้รู้ทางการตลาดบอกอีกว่า การสร้างแบรนด์คือการสร้างส่วนแบ่งในใจของผู้บริโภค (Mind&Emotional Share) ซึ่งอย่าไปสับสนกับการสร้างส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) เพราะการสร้างแบรนด์ที่ดีนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าทางด้านการตลาดโดยตรง แต่เป็นสร้างความประทับในจิตใจของผู้บริโภคให้นึกถึงเราเป็นชื่อแรกเมื่อคิดถึงสินค้าประเภทเดียวกับเรา

อ่านความหมายทางทฤษฎีอาจจะเกิดความสับสนกันไปใหญ่ ลองยกตัวอย่างกันดูว่า หากพูดถึงโทรศัพท์มือถือ ชื่อแรกๆที่พวกเรานึกถึงคงหนีไม่พ้นโนเกีย ... ถามว่าเพราะอะไร คำตอบก็ย้อนกลับไปอ่าน 2 ย่อหน้าก่อนนี้ ... นั่นหมายความว่า Nokia ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์เรียบร้อยแล้ว

เพิ่งรู้สึกตัวว่าวิ่งออกนอกลู่ไปเสียไกล

เดี๋ยวมาว่ากันต่อ
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-02-23

โอกาสในวิกฤต

ช่วงนี้เป็นเทศกาลคุมสอบ
ผลสำรวจพบว่า คนที่มีความสุขที่สุดคือคนที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในเทศกาล.

หากเดินผ่าน ประสบพบพานใครต่อใครที่เริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวดในมือหิ้วเอกสารซองยักษ์ๆ ก็บอกได้เลยว่าท่านเหล่านั้นกำลังเดินไปสู่สมรภูมิเลือดเดือดสำหรับนักศึกษา แต่มันคือห้องขังของอาจารย์

จริงๆก็ยอมรับว่า การเป็นอาจารย์คุมสอบไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่สำหรับผู้ที่เป็นอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุมสอบเพื่อป้องกันการทุจริตของนักศึกษา เพราะจะทำให้อาจารย์ต้องคอยตรวจตราอย่างระแวดระวังกันเป็นพิเศษ หลายคนถึงกับบ่นว่าช่วงคุมสอบเป็นช่วงของการ "หายใจทิ้ง" เพราะไม่สามารถกระทำภารกิจอย่างอื่นได้เลยภายในเวลา 2 หรือ 3 ชั่วโมง

แต่หากมองอีกด้าน ก็จะพบว่า การคุมสอบมีลักษณะประการหนึ่ง (สำหรับเรา) ที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ก็คือ การได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ

เพราะโดยปกติแล้ว งานที่ได้รับมอบหมายก็จะเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มเล็กๆ คือ คณาจารย์/เจ้าหน้าที่ในคณะ กับนึกศึกษา เท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาคุมสอบทางมหาวิทยาลัยก็จะจัดให้อาจารย์ได้มีโอกาสใกล้ชิด :) กับอาจารย์จากคณะอื่นๆ ซึ่งตรงนี้หล่ะค่ะ ที่ทำให้เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆจากต่างคณะ

บางท่านก็เป็นเพื่อนต่างวัยนะคะ

อย่างเมื่อวันก่อน ได้คุมสอบกับอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นสุภาพสตรี วัยห่างจากเราคงไม่ต่ำกว่า 20 ปี
อาจารย์ท่านน่ารักมากค่ะ ก่อนหน้าก็ได้เห็นหน้ากันผ่านๆ ยิ้มให้กัน แต่ไม่ได้มีโอกาสทักทาย (จริงๆแล้ว คงต้องบอกว่า โอกาสหน่ะมี แต่เราก็ไม่ได้คิดถึงการทักทายกัน)

คุยไปคุยมา ปรากฎว่า ท่านสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแถวนิวยอร์ค ที่ชื่อก็เหมือนชื่อรัฐ (โห ใบ้อย่างนี้บอกไปเลยดีกว่ามั้ง :) จึงได้พูดคุยถึงที่ที่เคยไปอยู่ ที่ที่เคยไปเที่ยว และก็ลึกมาถึงรายละเอียดอื่นๆ .. อาจารย์ท่านเก่งค่ะ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ -- ท่านผู้บริหารคะ เราไม่ได้คุยกันตลอดระยะเวลาที่คุมสอบนะคะ เพราะก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด :) -- ดีใจที่ได้รู้จักอาจารย์ค่ะ

พอเมื่อวาน ก็ได้ไปคุมสอบกับอาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติ อาจารย์เป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ค่ะ :) สอบถามพูดคุย ถึงได้รู้ว่าเราไปรับคุณวุฒิปริญญาโท จากรัฐเดียวกัน และได้ไปเที่ยวเล่นในหลายสถานที่ที่เหมือนๆกัน

ก่อนหน้านี้ มีหลายครั้งที่ได้พูดคุยกับอาจารย์ที่นี่หลายๆท่านแล้วพบว่าแต่ละท่านมีศักยภาพ และมีพลังในการสอนมาก ซึ่งดีใจแทนเด็กๆค่ะ ที่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือกับอาจารย์เหล่านี้

ก็หวังว่าเด็กๆ คงตั้งใจทำข้อสอบกันเต็มที่
เหมือนที่เราตั้งใจฟังประสบการณ์ของเพื่อนอาจารย์นะคะ

ส่วนคนที่คิดกระทำการไม่ซื่อ
ก็ขอฝากไว้ว่า อาจารย์กำลังมองคุณอยู่ค่ะ!
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

ส่งแมวให้จาน

ข้อเสียของการไม่แวะเวียนมาเป็นประจำก็คือพอจะเขียนก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ทั้งๆที่ตอนได้ประสบพบพานกับเหตุการณ์จริงก็อยากเก็บมาเล่ามาแบ่งปัน --------

(ขณะกำลังพิมพ์ๆอยู่ก็นึกได้พอดี)

เรื่องแรกที่อยากบอกคือ เรื่องของการใช้ภาษาของเด็กไทยสมัยนี้
(อายุเรามากพอที่จะแบ่งแยกยุคสมัยกับเด็กรุ่นนี้ได้แล้วหรือนี่!)

จะเจอบ่อยๆที่เด็กส่งอีเมล์มาหา
1. ไม่มีการลงหัวเรื่อง คำขึ้นต้น หรือระบุผู้ส่งใดๆทั้งสิ้น
(อาจจะเป็นเพราะเค้ารู้ว่ากำลังเขียนหาใคร ก็คงคิดว่า ผู้อ่านคงรู้เหมือนกันว่าใครเขียนมาหา)
ซึ่งหากเป็นเรื่องที่อ่านแล้วเหมือนนักศึกษาต้องการความช่วยเหลือ เราก็ต้องเสียเวลาไปควานหาว่าอีเมล์นี้มาจากผู้ใด
2. ใช้ภาษาสุดมึน ---> 'จาน โอเคนะ เด๋วผมให้เพื่อนช่วยบอกได้ป่ะ ช่วยหน่อยดิ่ ...
ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยยิ่งนัก ว่ากำลังพูดเรื่องอะไร แล้วภาษาที่ใช้ มันทันสมัยไปหรือเปล่า นี่ก็กำลังลุ้นอยู่ว่าอีกเมื่อไหร่ศัพท์เหล่านี้จะถูกบัญญัติโดยราชบัณฑิตยสถาน ให้พวกเด็กๆได้เฮกัน

จริงๆมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่หลวงจนเกินจะทน แต่ที่บ่นก็เพราะความเป็นห่วง ซึ่งสำหรับการตอบโต้ทางอีเมล์กับเด็กๆ ถ้าเขียนมาจนเหลือจะรับได้ ก็จะอีเมล์เทศนาไปก่อนในช่วงต้น ว่าที่ส่งมามันไม่เหมาะสมอย่างไร และอย่างไหนที่ควรใช้ ก่อนจะตอบประเด็นหรือคำถามที่เป็นเหตุให้นักศึกษาส่งอีเมล์มาหา

แต่สิ่งที่สะกิดใจ คือ ความผิดพลาด หรือความไม่เหมาะสมของพวกเด็กๆ เหล่านี้ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากพวกเขาเท่านั้น เพราะจากที่อ่านบทความจากสื่อต่างๆ ก็พบว่า ภาษาไทยมันเปลี่ยนไปเยอะเหลือเกิน อีกส่วนหนึ่งก็คือ เมื่อพบความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หลายคนก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระแส ส่วนที่เหลือก็อาจจะคิดว่าไม่ใช่ธุระ หรือคิดว่า ต่อให้แก้ไข ก็เหนื่อยเปล่า

ไม่ทราบเหมือนกันว่า จริงๆแล้ว ทางออกที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
แต่ก็ขอเป็นหนึ่งเสียงที่สนับสนุนการใช้ภาษาให้เหมาะสม (แม้ว่าในบางครั้งเราเองก็มีผิดพลาดอยู่บ่อยๆ)
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-01-24

Knowledge Management และ ความมุ่งมั่นในการเป็นเจ้าของธุรกิจ

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา หลังจากเดินทางกลับจากประเทศลาว ได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาและการเสวนาดีๆถึงสองเรื่อง

เรื่องแรกคือ Knowledge Management ที่จัดโดยบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งต้องขอขอบพระคุณแม่งานคนเก่งของเราคือ ผศ.ดร. ลักคณา ที่เปิดโอกาสให้พวกเราได้มีโอกาสทำความเข้าใจถึงความหมายและความสำคัญของการส่งเสริมการจัดการองค์ความรู้ภายในองค์กร

อีกเรื่องคือวันถัดมา สาขาวิชาการเป็นเจ้าของธุรกิจได้จัดการประกาศผลการประกวดเรียงความชิงทุนการศึกษาและเสริมให้แน่นด้วยการเชิญวิทยากรพิเศษ คือ คุณภัทริน ซอโสตถิกุล MD บริษัท รีโนวา หญิงเก่งแห่งแวดวงธุรกิจ และเป็นคนเดียวกับผู้แต่งหนังสือธรรมะอินเทรนด์ ในชื่อ "กล่องบุญ"

หลังจากฟังการเสวนาของคุณแป้ง สิ่งหนึ่งที่ผุดเข้ามาในใจคือ คุณแป้งเป็นตัวอย่างของคนที่เรียกว่า สวย รวย เก่ง และ ดี! สิ่งที่สำคัญที่พวกเรามักจะไม่ค่อยเห็นได้มากนักจากคนเก่งๆ ที่อยู่ในแวดวงสังคม คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตนของคุณแป้ง และมีบุคลิกลักษณะอีกหลายประการของเธอที่เป็นที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง ซึ่งเชื่อว่าไม่เฉพาะเราเท่านั้นที่มองเห็น แทบทุกคนที่ได้เข้าไปร่วมงานในวันนั้นต่างก็เก็บความประทับใจกันไปคนละหลายกระบุง

เหมือนเคย เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลา ทำให้ไม่มีโอกาสได้เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานสัมมนาทั้งสองงาน

ไว้จะพยายามหาเวลามาเล่าให้ฟังนะคะ
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo