มาว่ากันต่อ
ก่อนอื่นขอให้ทุกท่านขยับกันคนละก้าวสองก้าว สาวเท้ากันออกนอกขวานทองเสียก่อน
หลับตาแล้วคิดว่าตอนนี้พวกเราเป็นชาวต่างชาติ จะชาติไหนก็สุดแท้แต่คุณๆจะปรารถนา
แล้วลองมองกลับมา ดูสิว่า หากคิดถึงประเทศไทยจากสายตาเหล่านี้พวกเราคิดถึงอะไร
สิ่งที่บอกให้ทำเมื่อกี้ สะท้อนให้เห็นว่า ก่อนจะสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งได้ เจ้าของผลิตภัณฑ์ (คนไทยทุกคน) ต้องทราบก่อนว่าสินค้า(ประเทศไทย) ของเรามีจุดแข็งอะไร
เท่าที่ได้รวบรวม ได้อ่านผลการวิจัยผ่านตา พบว่า อุตสาหกรรมหลักที่ทำรายได้ให้กับคนไทยและมีความเข้มแข็งทางด้านการแข่งขันคงหนีไม่พ้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว(ขอรวมถึงอาหารด้วยค่ะ) ทั้งเกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย ความหลากหลายของวัฒนธรรม และศิลปวัฒนธรรม และอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์และเปี่ยมเสน่ห์ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นปัจจัยนำเข้าที่ทรงอิทธิพลต่อกระบวนการสร้างยี่ห้อเมืองไทยทั้งสิ้น
แต่ทำไมหนอ โครงการทั้งหลายแหล่ถึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที
ไม่ว่าจะเป็น Kitchen of the World, World Class Destination และอีกหลายๆ Hubs
คำตอบสุดท้ายที่ไม่ต้องใช้ตัวช่วยก็คือ ประเทศเรากำลังวาดฝันใหญ่ โดยที่คนส่วนมากยังไม่พร้อม
อย่าลืมนะคะว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของโลกคือมนุษย์เราๆท่านๆนี่เอง
แต่ขณะที่ทางการกำลังกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ของชาติ
คนไทยกำลังทำอะไรคะ? ... อืม.. เห็นแว๊บๆว่ากำลังดูละครหลังข่าว พระเอกกำลังโมโหหิวแล้วใช้กำลังขืนใจแม่นางเอก โอ้ นั่น..นักบวชชวนเด็กหนุ่มไปเที่ยวน้ำตก อ่ะ โน่น..สาวน้อยหนัก 45 กิโลกรัม กระโดดตึกเพราะมั่นใจว่าตัวเองน้ำหนักเกินมาตรฐาน แล้วโน่นเห็นข่าวนักร้องดังกำลังแถลงข่าวแยกทาง ส่วนอีกคนกำลังให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องคลิปหลุดของตัวเอง .. อะไรกันคะคุณ
ก่อนจะอนาถหัวใจกันมากกว่านี้ ขอยกตัวอย่างคลาสสิกของประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้าของประเทศเค้าโดยตรง
ซึ่งก็เคยยกตัวอย่างกันไปแลัวถึง Nokia .. โนเกียเป็นตัวอย่างที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านชอบเล่าให้ลูกศิษย์ฟังถึงความสำเร็จในการสร้างส่วนแบ่งตลาด และส่วนแบ่งในใจผู้บริโภค ไม่เพียงเท่านั้น โนเกียยังเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของ "ประเทศฟินแลนด์" ในการสร้างความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีไร้สาย คล้ายๆกับที่ญี่ปุ่นเคยทำสำเร็จมาแล้ว ในการสร้างแบรนด์ให้ตัวเองในอุตสาหกรรมยานยนต์
ในเมื่อทรัพยากรของไทยเราเพียบพร้อมขนาดนี้แล้ว คงเป็นไปได้ไม่ยากที่ประเทศไทยจะพาตัวเองไปสู่การเป็นแบรนด์เด่นในเรื่องอุตสากรรมท่องเที่ยว
ติดอยู่ก็เพียงแต่
สภาพแวดล้อมของประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่.. แต่คนไทยพร้อมหรือยังคะ?
2551-02-27
Branding of Thailand : ติดฉลากแล้วอย่าลืมบอกราคา
ตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาจนเกือบจะสิ้นเดือนที่สองในรอบปฎิทินปี 2008 เดินผ่านไปตามแผงหนังสือทีไรก็ต้องเป็นสังเกตเห็นหัวข้อโปรยปกหนังสือพิมพ์และวารสาร จากหลายค่ายที่ว่ากันด้วยเรื่อง Thailand Branding ซึ่งไม่เกี่ยวกับซุปไก่สกัด รังนก หรือพรุนสกัดเข้มข้นเลยแม้แต่นิด
คิดว่าผู้เข้ามาอ่านหลายคนคงเข้าใจความหมายของคำว่า Branding กันอย่างดี แต่สำหรับท่านผู้ไม่ค่อยสันทันทางด้านการตลาด (ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น) ก็ลองมาทบทวนบทเรียน MK101 กันก่อน
ว่ากันถึงความหมายของ Brand โดยทั่วไปก็คือความรู้สึก หรือ ความประทับใจโดยรวมต่อสินค้าใดสินค้าหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในใจของผู้บริโภค ทั้งจากการโฆษณา, ประสบการณ์การใช้สินค้า, ภาพพจน์ขององค์กรและบุคลากรจากสินค้าและบริการ รวมถึง ประสบการณ์ใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้นๆ
ผู้รู้ทางการตลาดบอกอีกว่า การสร้างแบรนด์คือการสร้างส่วนแบ่งในใจของผู้บริโภค (Mind&Emotional Share) ซึ่งอย่าไปสับสนกับการสร้างส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) เพราะการสร้างแบรนด์ที่ดีนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าทางด้านการตลาดโดยตรง แต่เป็นสร้างความประทับในจิตใจของผู้บริโภคให้นึกถึงเราเป็นชื่อแรกเมื่อคิดถึงสินค้าประเภทเดียวกับเรา
อ่านความหมายทางทฤษฎีอาจจะเกิดความสับสนกันไปใหญ่ ลองยกตัวอย่างกันดูว่า หากพูดถึงโทรศัพท์มือถือ ชื่อแรกๆที่พวกเรานึกถึงคงหนีไม่พ้นโนเกีย ... ถามว่าเพราะอะไร คำตอบก็ย้อนกลับไปอ่าน 2 ย่อหน้าก่อนนี้ ... นั่นหมายความว่า Nokia ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์เรียบร้อยแล้ว
เพิ่งรู้สึกตัวว่าวิ่งออกนอกลู่ไปเสียไกล
เดี๋ยวมาว่ากันต่อ








คิดว่าผู้เข้ามาอ่านหลายคนคงเข้าใจความหมายของคำว่า Branding กันอย่างดี แต่สำหรับท่านผู้ไม่ค่อยสันทันทางด้านการตลาด (ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น) ก็ลองมาทบทวนบทเรียน MK101 กันก่อน
ว่ากันถึงความหมายของ Brand โดยทั่วไปก็คือความรู้สึก หรือ ความประทับใจโดยรวมต่อสินค้าใดสินค้าหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในใจของผู้บริโภค ทั้งจากการโฆษณา, ประสบการณ์การใช้สินค้า, ภาพพจน์ขององค์กรและบุคลากรจากสินค้าและบริการ รวมถึง ประสบการณ์ใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้นๆ
ผู้รู้ทางการตลาดบอกอีกว่า การสร้างแบรนด์คือการสร้างส่วนแบ่งในใจของผู้บริโภค (Mind&Emotional Share) ซึ่งอย่าไปสับสนกับการสร้างส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) เพราะการสร้างแบรนด์ที่ดีนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าทางด้านการตลาดโดยตรง แต่เป็นสร้างความประทับในจิตใจของผู้บริโภคให้นึกถึงเราเป็นชื่อแรกเมื่อคิดถึงสินค้าประเภทเดียวกับเรา
อ่านความหมายทางทฤษฎีอาจจะเกิดความสับสนกันไปใหญ่ ลองยกตัวอย่างกันดูว่า หากพูดถึงโทรศัพท์มือถือ ชื่อแรกๆที่พวกเรานึกถึงคงหนีไม่พ้นโนเกีย ... ถามว่าเพราะอะไร คำตอบก็ย้อนกลับไปอ่าน 2 ย่อหน้าก่อนนี้ ... นั่นหมายความว่า Nokia ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์เรียบร้อยแล้ว
เพิ่งรู้สึกตัวว่าวิ่งออกนอกลู่ไปเสียไกล
เดี๋ยวมาว่ากันต่อ
2551-02-23
โอกาสในวิกฤต
ช่วงนี้เป็นเทศกาลคุมสอบ
ผลสำรวจพบว่า คนที่มีความสุขที่สุดคือคนที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในเทศกาล.
หากเดินผ่าน ประสบพบพานใครต่อใครที่เริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวดในมือหิ้วเอกสารซองยักษ์ๆ ก็บอกได้เลยว่าท่านเหล่านั้นกำลังเดินไปสู่สมรภูมิเลือดเดือดสำหรับนักศึกษา แต่มันคือห้องขังของอาจารย์
จริงๆก็ยอมรับว่า การเป็นอาจารย์คุมสอบไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่สำหรับผู้ที่เป็นอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุมสอบเพื่อป้องกันการทุจริตของนักศึกษา เพราะจะทำให้อาจารย์ต้องคอยตรวจตราอย่างระแวดระวังกันเป็นพิเศษ หลายคนถึงกับบ่นว่าช่วงคุมสอบเป็นช่วงของการ "หายใจทิ้ง" เพราะไม่สามารถกระทำภารกิจอย่างอื่นได้เลยภายในเวลา 2 หรือ 3 ชั่วโมง
แต่หากมองอีกด้าน ก็จะพบว่า การคุมสอบมีลักษณะประการหนึ่ง (สำหรับเรา) ที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ก็คือ การได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ
เพราะโดยปกติแล้ว งานที่ได้รับมอบหมายก็จะเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มเล็กๆ คือ คณาจารย์/เจ้าหน้าที่ในคณะ กับนึกศึกษา เท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาคุมสอบทางมหาวิทยาลัยก็จะจัดให้อาจารย์ได้มีโอกาสใกล้ชิด :) กับอาจารย์จากคณะอื่นๆ ซึ่งตรงนี้หล่ะค่ะ ที่ทำให้เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆจากต่างคณะ
บางท่านก็เป็นเพื่อนต่างวัยนะคะ
อย่างเมื่อวันก่อน ได้คุมสอบกับอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นสุภาพสตรี วัยห่างจากเราคงไม่ต่ำกว่า 20 ปี
อาจารย์ท่านน่ารักมากค่ะ ก่อนหน้าก็ได้เห็นหน้ากันผ่านๆ ยิ้มให้กัน แต่ไม่ได้มีโอกาสทักทาย (จริงๆแล้ว คงต้องบอกว่า โอกาสหน่ะมี แต่เราก็ไม่ได้คิดถึงการทักทายกัน)
คุยไปคุยมา ปรากฎว่า ท่านสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแถวนิวยอร์ค ที่ชื่อก็เหมือนชื่อรัฐ (โห ใบ้อย่างนี้บอกไปเลยดีกว่ามั้ง :) จึงได้พูดคุยถึงที่ที่เคยไปอยู่ ที่ที่เคยไปเที่ยว และก็ลึกมาถึงรายละเอียดอื่นๆ .. อาจารย์ท่านเก่งค่ะ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ -- ท่านผู้บริหารคะ เราไม่ได้คุยกันตลอดระยะเวลาที่คุมสอบนะคะ เพราะก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด :) -- ดีใจที่ได้รู้จักอาจารย์ค่ะ
พอเมื่อวาน ก็ได้ไปคุมสอบกับอาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติ อาจารย์เป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ค่ะ :) สอบถามพูดคุย ถึงได้รู้ว่าเราไปรับคุณวุฒิปริญญาโท จากรัฐเดียวกัน และได้ไปเที่ยวเล่นในหลายสถานที่ที่เหมือนๆกัน
ก่อนหน้านี้ มีหลายครั้งที่ได้พูดคุยกับอาจารย์ที่นี่หลายๆท่านแล้วพบว่าแต่ละท่านมีศักยภาพ และมีพลังในการสอนมาก ซึ่งดีใจแทนเด็กๆค่ะ ที่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือกับอาจารย์เหล่านี้
ก็หวังว่าเด็กๆ คงตั้งใจทำข้อสอบกันเต็มที่
เหมือนที่เราตั้งใจฟังประสบการณ์ของเพื่อนอาจารย์นะคะ
ส่วนคนที่คิดกระทำการไม่ซื่อ
ก็ขอฝากไว้ว่า อาจารย์กำลังมองคุณอยู่ค่ะ!








ผลสำรวจพบว่า คนที่มีความสุขที่สุดคือคนที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในเทศกาล.
หากเดินผ่าน ประสบพบพานใครต่อใครที่เริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวดในมือหิ้วเอกสารซองยักษ์ๆ ก็บอกได้เลยว่าท่านเหล่านั้นกำลังเดินไปสู่สมรภูมิเลือดเดือดสำหรับนักศึกษา แต่มันคือห้องขังของอาจารย์
จริงๆก็ยอมรับว่า การเป็นอาจารย์คุมสอบไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่สำหรับผู้ที่เป็นอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุมสอบเพื่อป้องกันการทุจริตของนักศึกษา เพราะจะทำให้อาจารย์ต้องคอยตรวจตราอย่างระแวดระวังกันเป็นพิเศษ หลายคนถึงกับบ่นว่าช่วงคุมสอบเป็นช่วงของการ "หายใจทิ้ง" เพราะไม่สามารถกระทำภารกิจอย่างอื่นได้เลยภายในเวลา 2 หรือ 3 ชั่วโมง
แต่หากมองอีกด้าน ก็จะพบว่า การคุมสอบมีลักษณะประการหนึ่ง (สำหรับเรา) ที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ก็คือ การได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ
เพราะโดยปกติแล้ว งานที่ได้รับมอบหมายก็จะเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มเล็กๆ คือ คณาจารย์/เจ้าหน้าที่ในคณะ กับนึกศึกษา เท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาคุมสอบทางมหาวิทยาลัยก็จะจัดให้อาจารย์ได้มีโอกาสใกล้ชิด :) กับอาจารย์จากคณะอื่นๆ ซึ่งตรงนี้หล่ะค่ะ ที่ทำให้เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆจากต่างคณะ
บางท่านก็เป็นเพื่อนต่างวัยนะคะ
อย่างเมื่อวันก่อน ได้คุมสอบกับอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นสุภาพสตรี วัยห่างจากเราคงไม่ต่ำกว่า 20 ปี
อาจารย์ท่านน่ารักมากค่ะ ก่อนหน้าก็ได้เห็นหน้ากันผ่านๆ ยิ้มให้กัน แต่ไม่ได้มีโอกาสทักทาย (จริงๆแล้ว คงต้องบอกว่า โอกาสหน่ะมี แต่เราก็ไม่ได้คิดถึงการทักทายกัน)
คุยไปคุยมา ปรากฎว่า ท่านสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแถวนิวยอร์ค ที่ชื่อก็เหมือนชื่อรัฐ (โห ใบ้อย่างนี้บอกไปเลยดีกว่ามั้ง :) จึงได้พูดคุยถึงที่ที่เคยไปอยู่ ที่ที่เคยไปเที่ยว และก็ลึกมาถึงรายละเอียดอื่นๆ .. อาจารย์ท่านเก่งค่ะ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ -- ท่านผู้บริหารคะ เราไม่ได้คุยกันตลอดระยะเวลาที่คุมสอบนะคะ เพราะก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด :) -- ดีใจที่ได้รู้จักอาจารย์ค่ะ
พอเมื่อวาน ก็ได้ไปคุมสอบกับอาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติ อาจารย์เป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ค่ะ :) สอบถามพูดคุย ถึงได้รู้ว่าเราไปรับคุณวุฒิปริญญาโท จากรัฐเดียวกัน และได้ไปเที่ยวเล่นในหลายสถานที่ที่เหมือนๆกัน
ก่อนหน้านี้ มีหลายครั้งที่ได้พูดคุยกับอาจารย์ที่นี่หลายๆท่านแล้วพบว่าแต่ละท่านมีศักยภาพ และมีพลังในการสอนมาก ซึ่งดีใจแทนเด็กๆค่ะ ที่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือกับอาจารย์เหล่านี้
ก็หวังว่าเด็กๆ คงตั้งใจทำข้อสอบกันเต็มที่
เหมือนที่เราตั้งใจฟังประสบการณ์ของเพื่อนอาจารย์นะคะ
ส่วนคนที่คิดกระทำการไม่ซื่อ
ก็ขอฝากไว้ว่า อาจารย์กำลังมองคุณอยู่ค่ะ!
ส่งแมวให้จาน
ข้อเสียของการไม่แวะเวียนมาเป็นประจำก็คือพอจะเขียนก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ทั้งๆที่ตอนได้ประสบพบพานกับเหตุการณ์จริงก็อยากเก็บมาเล่ามาแบ่งปัน --------
(ขณะกำลังพิมพ์ๆอยู่ก็นึกได้พอดี)
เรื่องแรกที่อยากบอกคือ เรื่องของการใช้ภาษาของเด็กไทยสมัยนี้
(อายุเรามากพอที่จะแบ่งแยกยุคสมัยกับเด็กรุ่นนี้ได้แล้วหรือนี่!)
จะเจอบ่อยๆที่เด็กส่งอีเมล์มาหา
1. ไม่มีการลงหัวเรื่อง คำขึ้นต้น หรือระบุผู้ส่งใดๆทั้งสิ้น
(อาจจะเป็นเพราะเค้ารู้ว่ากำลังเขียนหาใคร ก็คงคิดว่า ผู้อ่านคงรู้เหมือนกันว่าใครเขียนมาหา)
ซึ่งหากเป็นเรื่องที่อ่านแล้วเหมือนนักศึกษาต้องการความช่วยเหลือ เราก็ต้องเสียเวลาไปควานหาว่าอีเมล์นี้มาจากผู้ใด
2. ใช้ภาษาสุดมึน ---> 'จาน โอเคนะ เด๋วผมให้เพื่อนช่วยบอกได้ป่ะ ช่วยหน่อยดิ่ ...
ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยยิ่งนัก ว่ากำลังพูดเรื่องอะไร แล้วภาษาที่ใช้ มันทันสมัยไปหรือเปล่า นี่ก็กำลังลุ้นอยู่ว่าอีกเมื่อไหร่ศัพท์เหล่านี้จะถูกบัญญัติโดยราชบัณฑิตยสถาน ให้พวกเด็กๆได้เฮกัน
จริงๆมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่หลวงจนเกินจะทน แต่ที่บ่นก็เพราะความเป็นห่วง ซึ่งสำหรับการตอบโต้ทางอีเมล์กับเด็กๆ ถ้าเขียนมาจนเหลือจะรับได้ ก็จะอีเมล์เทศนาไปก่อนในช่วงต้น ว่าที่ส่งมามันไม่เหมาะสมอย่างไร และอย่างไหนที่ควรใช้ ก่อนจะตอบประเด็นหรือคำถามที่เป็นเหตุให้นักศึกษาส่งอีเมล์มาหา
แต่สิ่งที่สะกิดใจ คือ ความผิดพลาด หรือความไม่เหมาะสมของพวกเด็กๆ เหล่านี้ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากพวกเขาเท่านั้น เพราะจากที่อ่านบทความจากสื่อต่างๆ ก็พบว่า ภาษาไทยมันเปลี่ยนไปเยอะเหลือเกิน อีกส่วนหนึ่งก็คือ เมื่อพบความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หลายคนก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระแส ส่วนที่เหลือก็อาจจะคิดว่าไม่ใช่ธุระ หรือคิดว่า ต่อให้แก้ไข ก็เหนื่อยเปล่า
ไม่ทราบเหมือนกันว่า จริงๆแล้ว ทางออกที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
แต่ก็ขอเป็นหนึ่งเสียงที่สนับสนุนการใช้ภาษาให้เหมาะสม (แม้ว่าในบางครั้งเราเองก็มีผิดพลาดอยู่บ่อยๆ)








(ขณะกำลังพิมพ์ๆอยู่ก็นึกได้พอดี)
เรื่องแรกที่อยากบอกคือ เรื่องของการใช้ภาษาของเด็กไทยสมัยนี้
(อายุเรามากพอที่จะแบ่งแยกยุคสมัยกับเด็กรุ่นนี้ได้แล้วหรือนี่!)
จะเจอบ่อยๆที่เด็กส่งอีเมล์มาหา
1. ไม่มีการลงหัวเรื่อง คำขึ้นต้น หรือระบุผู้ส่งใดๆทั้งสิ้น
(อาจจะเป็นเพราะเค้ารู้ว่ากำลังเขียนหาใคร ก็คงคิดว่า ผู้อ่านคงรู้เหมือนกันว่าใครเขียนมาหา)
ซึ่งหากเป็นเรื่องที่อ่านแล้วเหมือนนักศึกษาต้องการความช่วยเหลือ เราก็ต้องเสียเวลาไปควานหาว่าอีเมล์นี้มาจากผู้ใด
2. ใช้ภาษาสุดมึน ---> 'จาน โอเคนะ เด๋วผมให้เพื่อนช่วยบอกได้ป่ะ ช่วยหน่อยดิ่ ...
ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยยิ่งนัก ว่ากำลังพูดเรื่องอะไร แล้วภาษาที่ใช้ มันทันสมัยไปหรือเปล่า นี่ก็กำลังลุ้นอยู่ว่าอีกเมื่อไหร่ศัพท์เหล่านี้จะถูกบัญญัติโดยราชบัณฑิตยสถาน ให้พวกเด็กๆได้เฮกัน
จริงๆมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่หลวงจนเกินจะทน แต่ที่บ่นก็เพราะความเป็นห่วง ซึ่งสำหรับการตอบโต้ทางอีเมล์กับเด็กๆ ถ้าเขียนมาจนเหลือจะรับได้ ก็จะอีเมล์เทศนาไปก่อนในช่วงต้น ว่าที่ส่งมามันไม่เหมาะสมอย่างไร และอย่างไหนที่ควรใช้ ก่อนจะตอบประเด็นหรือคำถามที่เป็นเหตุให้นักศึกษาส่งอีเมล์มาหา
แต่สิ่งที่สะกิดใจ คือ ความผิดพลาด หรือความไม่เหมาะสมของพวกเด็กๆ เหล่านี้ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากพวกเขาเท่านั้น เพราะจากที่อ่านบทความจากสื่อต่างๆ ก็พบว่า ภาษาไทยมันเปลี่ยนไปเยอะเหลือเกิน อีกส่วนหนึ่งก็คือ เมื่อพบความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หลายคนก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระแส ส่วนที่เหลือก็อาจจะคิดว่าไม่ใช่ธุระ หรือคิดว่า ต่อให้แก้ไข ก็เหนื่อยเปล่า
ไม่ทราบเหมือนกันว่า จริงๆแล้ว ทางออกที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
แต่ก็ขอเป็นหนึ่งเสียงที่สนับสนุนการใช้ภาษาให้เหมาะสม (แม้ว่าในบางครั้งเราเองก็มีผิดพลาดอยู่บ่อยๆ)
2551-01-24
Knowledge Management และ ความมุ่งมั่นในการเป็นเจ้าของธุรกิจ
เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา หลังจากเดินทางกลับจากประเทศลาว ได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาและการเสวนาดีๆถึงสองเรื่อง
เรื่องแรกคือ Knowledge Management ที่จัดโดยบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งต้องขอขอบพระคุณแม่งานคนเก่งของเราคือ ผศ.ดร. ลักคณา ที่เปิดโอกาสให้พวกเราได้มีโอกาสทำความเข้าใจถึงความหมายและความสำคัญของการส่งเสริมการจัดการองค์ความรู้ภายในองค์กร
อีกเรื่องคือวันถัดมา สาขาวิชาการเป็นเจ้าของธุรกิจได้จัดการประกาศผลการประกวดเรียงความชิงทุนการศึกษาและเสริมให้แน่นด้วยการเชิญวิทยากรพิเศษ คือ คุณภัทริน ซอโสตถิกุล MD บริษัท รีโนวา หญิงเก่งแห่งแวดวงธุรกิจ และเป็นคนเดียวกับผู้แต่งหนังสือธรรมะอินเทรนด์ ในชื่อ "กล่องบุญ"
หลังจากฟังการเสวนาของคุณแป้ง สิ่งหนึ่งที่ผุดเข้ามาในใจคือ คุณแป้งเป็นตัวอย่างของคนที่เรียกว่า สวย รวย เก่ง และ ดี! สิ่งที่สำคัญที่พวกเรามักจะไม่ค่อยเห็นได้มากนักจากคนเก่งๆ ที่อยู่ในแวดวงสังคม คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตนของคุณแป้ง และมีบุคลิกลักษณะอีกหลายประการของเธอที่เป็นที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง ซึ่งเชื่อว่าไม่เฉพาะเราเท่านั้นที่มองเห็น แทบทุกคนที่ได้เข้าไปร่วมงานในวันนั้นต่างก็เก็บความประทับใจกันไปคนละหลายกระบุง
เหมือนเคย เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลา ทำให้ไม่มีโอกาสได้เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานสัมมนาทั้งสองงาน
ไว้จะพยายามหาเวลามาเล่าให้ฟังนะคะ








เรื่องแรกคือ Knowledge Management ที่จัดโดยบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งต้องขอขอบพระคุณแม่งานคนเก่งของเราคือ ผศ.ดร. ลักคณา ที่เปิดโอกาสให้พวกเราได้มีโอกาสทำความเข้าใจถึงความหมายและความสำคัญของการส่งเสริมการจัดการองค์ความรู้ภายในองค์กร
อีกเรื่องคือวันถัดมา สาขาวิชาการเป็นเจ้าของธุรกิจได้จัดการประกาศผลการประกวดเรียงความชิงทุนการศึกษาและเสริมให้แน่นด้วยการเชิญวิทยากรพิเศษ คือ คุณภัทริน ซอโสตถิกุล MD บริษัท รีโนวา หญิงเก่งแห่งแวดวงธุรกิจ และเป็นคนเดียวกับผู้แต่งหนังสือธรรมะอินเทรนด์ ในชื่อ "กล่องบุญ"
หลังจากฟังการเสวนาของคุณแป้ง สิ่งหนึ่งที่ผุดเข้ามาในใจคือ คุณแป้งเป็นตัวอย่างของคนที่เรียกว่า สวย รวย เก่ง และ ดี! สิ่งที่สำคัญที่พวกเรามักจะไม่ค่อยเห็นได้มากนักจากคนเก่งๆ ที่อยู่ในแวดวงสังคม คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตนของคุณแป้ง และมีบุคลิกลักษณะอีกหลายประการของเธอที่เป็นที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง ซึ่งเชื่อว่าไม่เฉพาะเราเท่านั้นที่มองเห็น แทบทุกคนที่ได้เข้าไปร่วมงานในวันนั้นต่างก็เก็บความประทับใจกันไปคนละหลายกระบุง
เหมือนเคย เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลา ทำให้ไม่มีโอกาสได้เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานสัมมนาทั้งสองงาน
ไว้จะพยายามหาเวลามาเล่าให้ฟังนะคะ
2551-01-12
Global Careers
วันนี้สอนนักศึกษาเรื่อง Global Careers สภาพร่างกายของเด็กวันนี้เหมือนไม่สมบูรณ์เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Section บ่าย ที่ดูเหมือนว่าแสงอาทิตย์ที่สาดส่องจะทำให้พลังงานในร่างกายมันลดน้อยถอยลงไป
กลับมาที่เรื่องราวของเรา เพราะต้องเตรียมสอน เลยค้นหาข้อมูลที่มีอยู่ในเวบไซต์ แล้วก็ได้เจอข้อมูลที่น่าสนใจจาก Businessweek ฉบับออนไลน์ภาษาไทยว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะอันตรายจากการแย่งงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงจากชาวต่างชาติ ซึ่งนั่นก็เป็นภาพสะท้อนที่บอกว่า คุณภาพของแรงงานชาวไทยในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงยังไม่เข้นข้นพอที่จะต่อสู้กับภาวะการแข่งขันอันดุเดือด (หรืออาจจะหักเหไปสะท้อนว่า ค่านิยมที่บอกว่าฝรั่งมังคุดย่อมดีกว่าไทยยังไม่จางหายไปไหน ก็อาจเป็นได้)
สอนๆไป เด็กก็เริ่มโงนเงนเอนกาย บ้างก็ยกโทรศัพท์มากด (คาดว่าคงโทรหาผู้ปกครองเพื่อฟ้องว่า แม่จ๋าส่งหนูมาเรียนกับครูคนนี้ทำไม เรียนไปเท่าไหร่ก็ไม่เห็นรู้เรื่อง)
ก็เลยแก้แกมด้วยการออกนอกเรื่อง (แต่ก็ยังอยู่ในกรอบการเรียน) ว่าด้วยการเผชิญหน้ากับประสบการณ์ในการจ้างงานในต่างประเทศ
แหม .. เรามันก็ไม่มีประสบการณ์ของจริงกับเค้า ก็เลยหยิบยกเรื่องของ รีม ซาวาดี้ มาเป็นตัวอย่างให้กับเด็กๆ แค่เล่าเรื่องว่ารายได้ที่เธอได้รับเมื่อตอนอายุ 20 ขณะที่ทำงานอยู่ที่ดูไบ เป็นเท่าไหร่ ก็สามารถเรียกความสนใจให้เด็กกลับคืนมา
เฮ้อ .. ว่าแล้วก็ถอนหายใจด้วยความสุข
หมดการสอนไปหนึ่งวัน แถมได้เรียนรู้ธรรมชาติของเด็กไทยเพิ่มอีกหน่อย
ว่าแล้วก็เพิ่งคิดออกว่า งานใหญ่รออยู่ข้างหน้า เทอมหน้าต้องเตรียมสอนวิชา Import - Export Management ท่าทางจะสนุกสนานน่าดู
ไว้คุยกันใหม่ค่ะ








กลับมาที่เรื่องราวของเรา เพราะต้องเตรียมสอน เลยค้นหาข้อมูลที่มีอยู่ในเวบไซต์ แล้วก็ได้เจอข้อมูลที่น่าสนใจจาก Businessweek ฉบับออนไลน์ภาษาไทยว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะอันตรายจากการแย่งงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงจากชาวต่างชาติ ซึ่งนั่นก็เป็นภาพสะท้อนที่บอกว่า คุณภาพของแรงงานชาวไทยในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงยังไม่เข้นข้นพอที่จะต่อสู้กับภาวะการแข่งขันอันดุเดือด (หรืออาจจะหักเหไปสะท้อนว่า ค่านิยมที่บอกว่าฝรั่งมังคุดย่อมดีกว่าไทยยังไม่จางหายไปไหน ก็อาจเป็นได้)
สอนๆไป เด็กก็เริ่มโงนเงนเอนกาย บ้างก็ยกโทรศัพท์มากด (คาดว่าคงโทรหาผู้ปกครองเพื่อฟ้องว่า แม่จ๋าส่งหนูมาเรียนกับครูคนนี้ทำไม เรียนไปเท่าไหร่ก็ไม่เห็นรู้เรื่อง)
ก็เลยแก้แกมด้วยการออกนอกเรื่อง (แต่ก็ยังอยู่ในกรอบการเรียน) ว่าด้วยการเผชิญหน้ากับประสบการณ์ในการจ้างงานในต่างประเทศ
แหม .. เรามันก็ไม่มีประสบการณ์ของจริงกับเค้า ก็เลยหยิบยกเรื่องของ รีม ซาวาดี้ มาเป็นตัวอย่างให้กับเด็กๆ แค่เล่าเรื่องว่ารายได้ที่เธอได้รับเมื่อตอนอายุ 20 ขณะที่ทำงานอยู่ที่ดูไบ เป็นเท่าไหร่ ก็สามารถเรียกความสนใจให้เด็กกลับคืนมา
เฮ้อ .. ว่าแล้วก็ถอนหายใจด้วยความสุข
หมดการสอนไปหนึ่งวัน แถมได้เรียนรู้ธรรมชาติของเด็กไทยเพิ่มอีกหน่อย
ว่าแล้วก็เพิ่งคิดออกว่า งานใหญ่รออยู่ข้างหน้า เทอมหน้าต้องเตรียมสอนวิชา Import - Export Management ท่าทางจะสนุกสนานน่าดู
ไว้คุยกันใหม่ค่ะ
2551-01-04
มันไม่ง่ายขนาดนั้น
ใครๆอาจจะเคยคิด (รวมถึงตัวเราด้วย) ว่าการเป็นครูบาอาจารย์นี่มันสบายเสียจริงๆ
แล้วก็เลยคิดว่าที่ผลตอบแทนมันน้อยนิด (หากวันกันที่ตัวเลขในบัญชี) ก็เพราะว่ามีเวลาว่างให้มากมายเหลือคณา
แต่พอเอาเข้าจริง ตั้งแต่เริ่มสอนอย่างเป็นทางการมานี่ก็เกือบจะครบอายุหนึ่งเทอมแล้ว บอกได้เลยว่าการสอนไม่ใช่เรื่องหมูๆเลยจริงๆ
เพราะสิ่งที่คุณเห็นเวลาคุณครูไปยืนอยู่หน้าห้อง ก็เหมือนเห็นสินค้าที่วางขายอยู่บนดิสเพลย์ แต่ใครเลยจะรู้ว่ากว่าที่ดิฉันจะผ่านมาได้ถึงขนาดนี้ ต้องเจอกับอะไรมาบ้าง
สิ่งที่อยากที่สุดของการสอน คือการ "เตรียม" การสอน
มันก็คงเหมือนกับธุรกิจของคุณที่ขั้นตอนการวางแผนและการกำหนดกลยุทธ์นั้นมันช่างมหาหิน
ตามปกติ ผู้คนขนามนามว่าเราเป็นผู้ร่ำรวยอารมณ์ขัน แต่พอมายืนสอนหน้าชั้น เด็กๆกลับขนานนามว่าเราเป็นคุณครูมุกแป้ก
(อยากจะบอกว่า การทำมุกให้แป้กก็ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง - ที่ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง)
ผ่านปีใหม่แบบสากลมาแล้ว ก็ถือโอกาส (ที่ทำมาตลอด) ตั้งปณิธานว่า จะพยายามเข้ามารายงานชีวิตอย่างต่อเนื่อง
หากทำได้ก็จะพยายามเข้ามาเล่าเรื่องขำขันในห้องเรียนให้ได้อ่านกัน
อย่าคิดว่าเพราะมีเวลาว่างถึงมาทำได้
ตอนนี้ 18.47 ชั้นยังอยู่ที่มหา'ลัย
ที่ทำเพราะคิดว่า ความรู้ที่มีจะเกิดคุณค่าสูงสุดก็ต่อเมื่อมีการแบ่งปัน
และไหนๆ พระเจ้าก็ได้อนุญาตให้โลกนี้มีอินเตอร์เนต
ก็ขอเป็นหนึ่งในหลายๆคน ที่พยายามเปลี่ยนโลกไซเบอร์ให้เป็นโลกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า
ซึ่งเช่นกัน..มันไม่ง่ายเลยจริงๆ








แล้วก็เลยคิดว่าที่ผลตอบแทนมันน้อยนิด (หากวันกันที่ตัวเลขในบัญชี) ก็เพราะว่ามีเวลาว่างให้มากมายเหลือคณา
แต่พอเอาเข้าจริง ตั้งแต่เริ่มสอนอย่างเป็นทางการมานี่ก็เกือบจะครบอายุหนึ่งเทอมแล้ว บอกได้เลยว่าการสอนไม่ใช่เรื่องหมูๆเลยจริงๆ
เพราะสิ่งที่คุณเห็นเวลาคุณครูไปยืนอยู่หน้าห้อง ก็เหมือนเห็นสินค้าที่วางขายอยู่บนดิสเพลย์ แต่ใครเลยจะรู้ว่ากว่าที่ดิฉันจะผ่านมาได้ถึงขนาดนี้ ต้องเจอกับอะไรมาบ้าง
สิ่งที่อยากที่สุดของการสอน คือการ "เตรียม" การสอน
มันก็คงเหมือนกับธุรกิจของคุณที่ขั้นตอนการวางแผนและการกำหนดกลยุทธ์นั้นมันช่างมหาหิน
ตามปกติ ผู้คนขนามนามว่าเราเป็นผู้ร่ำรวยอารมณ์ขัน แต่พอมายืนสอนหน้าชั้น เด็กๆกลับขนานนามว่าเราเป็นคุณครูมุกแป้ก
(อยากจะบอกว่า การทำมุกให้แป้กก็ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง - ที่ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง)
ผ่านปีใหม่แบบสากลมาแล้ว ก็ถือโอกาส (ที่ทำมาตลอด) ตั้งปณิธานว่า จะพยายามเข้ามารายงานชีวิตอย่างต่อเนื่อง
หากทำได้ก็จะพยายามเข้ามาเล่าเรื่องขำขันในห้องเรียนให้ได้อ่านกัน
อย่าคิดว่าเพราะมีเวลาว่างถึงมาทำได้
ตอนนี้ 18.47 ชั้นยังอยู่ที่มหา'ลัย
ที่ทำเพราะคิดว่า ความรู้ที่มีจะเกิดคุณค่าสูงสุดก็ต่อเมื่อมีการแบ่งปัน
และไหนๆ พระเจ้าก็ได้อนุญาตให้โลกนี้มีอินเตอร์เนต
ก็ขอเป็นหนึ่งในหลายๆคน ที่พยายามเปลี่ยนโลกไซเบอร์ให้เป็นโลกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า
ซึ่งเช่นกัน..มันไม่ง่ายเลยจริงๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)