2553-01-06

A puzzle of small world

: whether near or far, one can be traced within six spans.
หลายคนคงเคยได้ยิน หรือได้อ่านเรื่อง Six Degree of Seperation ที่บอกว่า คนบนโลกนี้สามารถรู้จักกัน โดยผ่านสะพานความสัมพันธ์ไม่เกิน 6 ช่วง ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่พูดกันเล่นๆ แต่เป็นทฤษฎีที่มีนักวิทยาศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ และนักจิตวิทยาฝั่งโลกตะวันตกทำการศึกษา และทำวิจัยกันเป็นเรื่องเป็นราว
ลองคิดง่ายๆ ถึงคนที่เราคิดว่าไม่น่าจะรู้จัก แต่สุดท้าย เค้ากลายเป็นเพื่อนของพี่ชาย คนที่เราแอบมองบนรถไฟฟ้า กลายเป็นหลานสาวของน้าเขย คนที่เราแอบคุยออนไลน์ กลายเป็นเพื่อนของพี่ชาย ฯลฯ
บางคนเรียกปรากฏการณ์เหล่านี้ว่าเป็นพรหมลิขิต หรือเป็นโชคชะตา แต่เนื่องจากเราเป็นนักวิชาการ ก็พบว่าเรื่องแบบนี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ปรากฏการณ์โลกใบเล็ก” หรือ Small World Phenomenon

เท่าที่ Google ดู เรื่องแบบนี้ถูกกล่าวขึ้นครั้งแรกในงานเขียนของนักประพันธ์ชาวฮังกาเรียน ชื่อ นายฟริกเยส คารินธี่ย์ Frigyes Karinthy ผ่านผลงานเรื่องสั้นที่ชื่อว่า Chain Links เขาเชื่อว่า ไม่ว่าจะสุ่มชื่อใครคนสองคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยขึ้นมาก็จะสามารถทำให้คนสองคนนี้รู้จักกันได้โดยอาศัยความสัมพันธ์ไม่เกิน 5 ช่วง* จากนั้นก็มีการศึกษาผ่านนักวิชาการหลายท่าน อาทิ ศ.ดร.สแตนลี่ย์ มิลแกรม (Stanley Milgram, 1933-1984) แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หรือ ศ.ดันแคน วัตต์ (Duncan Watt)แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก็ทำการศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ในบริบทที่หลากหลาย

ที่เด็ดๆ ที่อ่านเจอ มีคนได้ทำการทดสอบใน Facebook โดย Mr.Karl Bubyan เขาได้ชักชวนคนมาร่วมการทดลองนี้ จากการกลุ่มที่สนใจซึ่งมีขนาดประมาณ 300,000 คน ปรากฏว่าค่าเฉลี่ยของ Degree of separation อยู่ที่ 4.67 ทำให้ตัวอย่าง 1 คน (ชื่อ Mr. Ryan Dosetareh) สามารถเชื่อมโยงกับทุกคนในเครือข่ายได้โดยไม่เกิน 5 link แล้วถ้าประชากรบนโลกจริงมีอยู่ราว 6 พันกว่าล้านคนเมื่อนำตัวเลข 6 พันล้านมาถอดรากที่ 6 จะมีค่าอยู่ประมาณ 43 กว่าๆ ดังนั้นถ้าเราเอา 44 มายกกำลัง 6 มันจะได้ 7,256,313,856 คำถามคือ คุณมีคนรู้จักมากกว่า 44 คนไหม? ถ้าใช่ก็แปลว่า “คุณสามารถรู้จักคนทั้งโลกนี้ได้โดยไม่เกิน 6 link” แล้วมันจะมีประโยชน์อย่างไร สามารถนำมาประยุกต์อะไรต่อได้ไหม เราพร้อมที่จะรู้จักคนทั้งโลกแล้วหรือยัง แล้วคุณหละคิดอย่างไร*

อ่านแล้วงงๆ เนอะ
มีตัวอย่างให้เล่นง่ายๆ ลองสมมติดูก็ได้ ว่า จากเรา จนไปถึง President Obama ต้องผ่านสะพานกี่ทอด

สำหรับเรา 1. ตัวเรา --> 2. น้าสาวทำงานอยู่บริษัทเอกชนที่ดำเนินการเลือกตั้งที่แคลิฟอร์เนีย --> 3. น้าสาวมีนายรู้จักกับผู้ว่าการรัฐ --> 4. ผู้ว่าการรัฐรู้จักท่านประธานาธิบดี --> 5 เยส..! ถึงตัวโอบามาแล้ว

ลองเล่นกันดูนะคะ แล้วมาแชร์กันว่า ต้องใช้สะพานกี่ทอด ถึงจะพาคุณไปฝั่งฝัน






ขอบคุณข้อมูล
*wisehow.com
**Janghuman Weblog
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

New Year Resolution

ปีใหม่อีกแล้วหรือนี่
ทำไมพอตัวเลขของอายุเพิ่มขึ้น ความกระตือรือร้นกลับลดลง .. หรือว่านี่เป็นสัญญาณอันตราย

ตั้งใจว่าจะจดบันทึกเล็กบันทึกน้อยทุกวัน แต่สุดท้ายก็เขียนบ้างไม่เขียนบ้าง

เอาหล่ะ เพิ่งเสียเวลาไป 6 วัน ยังพอแก้ตัวได้ทัน

ไม่อยากสัญญาว่าจะมาทุกวัน
แต่ก็จะพยายามมาเป็นประจำ
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-11-22

If we reverse our way of thinking, we can change the world

วันนี้แวะท่องไปตามโลกอินเตอร์เนต แล้วไปเจอวีดีโอที่เรียกได้ว่า "สุดยอดแห่งแรงบันดาลใจ" - Lost Generations

ลองตามเข้าไป แล้วจะพบว่า all of this will comes true, unless we choose to reverse it!

โชคดีชาวโลก!
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-10-30

Four Tigers

เสือสี่ตัว คือ ใครบ้าง

อ่านบทความไปเจอเรื่องราวเก่าๆ ของคำว่า NICs ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัย จำได้ว่าวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในตอนนนั้นคือ เราจะเป็น NICs (Newly Industrialized Countries) หรือประเทศอุตสาหกรรมใหม่ แต่ตอนนี้หากใครยังพูดว่าตัวเองจะเป็นนิกส์อยู่ก็เห็นจะเชยแทบแย่ เพราะคำๆนี้ เริ่มใช้กันน้อยลงเรื่อยๆ แล้วก็คิดว่ากระแสเริ่มจางหายไปหลังเหตุการณ์วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง* ประเทศที่ตอนนั้นพร่ำๆ กันว่าจะเป็นนิกส์ส่วนมากก์เป็นประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง

ตอนนี้ (สักระยะหนึ่งแล้ว) คำใหม่ที่มาแทนที่คือ The Four Tigers ซึ่งประเทศที่เข้าอยู่ในกลุ่มนี้ก็คือ เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน ลองเข้าไปหาข้อมูลกันดูนะคะ ว่าทำไมประเทศเหล่านี้ถึงได้รับเกียรติ แล้วเมื่อไหร่พี่ไทยจะเป็นเสือกับเค้าบ้าง (ก็มัวแต่แพนด้ากันอยู่นั่นเอง - ป.ล. ไม่ได้ลบหลู่หลินปิงนะคะ)




*น่าภูมิใจชะมัดที่ชื่ออาหารชั้นยอดของเรา ถูกนำไปเปรียบให้เป็นสถานการณ์ทางการเงินที่เลวร้ายที่สุดในภูมิภาค ซึ่งคนตั้งชื่อก็พวกฝรั่งมั่งค่านี่หล่ะ และแล้วดาบนั้นก็คืนสนอง เพราะอีก 10 ปี (นิดๆ) ให้หลัง เราก็ได้อิ่มหนำสำราญกันจนจุกกับวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ แน่นอนว่าอาหารฝรั่งกินแล้วไม่ค่อยดีต่อสุขภาพเท่าไหร่
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-09-16

ตั้งเป้าหมาย แล้วไปให้ถึง

ตอนนี้กำลังมะรุ้มมะตุ้มกับ Social Networking Service, Social Software
แรกๆ ก็เป็นผู้ใช้งานระดับดี (บ้างไม่ดีบ้าง) แต่หลังจากที่ได้รับคำเชิญให้ต้องไปเป็นวิทยากร ก็เริ่มรู้สึกไหวหวั่น :-) กลัวว่าจะเป็นการสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ เพราะที่ผ่านมาชีวิตก็เป็นแค่ end user มาโดยตลอด

ช่างเถอะ เข้าเรื่องดีกว่า

เรื่องที่จะเล่า คือ ค้นคว้าไปมา พบเว็บไซต์น่าสนใจ
www.43things.com

เป็นเว็บไซต์ตั้งเป้าหมายชีวิต ฟังดูแล้วน่าสนใจทีเดียว หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า หากไม่ได้ตั้งเป้าหมาย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองประสบความสำเร็จ หรือบรรลุเป้าหมายแล้ว

และหลักการอีกอย่างที่สำคัญของการบรรลุเป้าหมาย ก็คือ แรงใจ

เว็บไซต์นี้ก็จะเป็นสื่อในการเชื่อมคนที่มีเป้าหมายเหมือนกันให้มาเจอกัน มาให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

มี test ให้ทำด้วย

You are a Lifelong Learning Traveling Self-Knower
0.37% of the 210839 people who have taken this quiz are like you.

I took the 43 Things Personality Quiz and found out I'm a
Lifelong Learning Traveling Self-Knower

Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-09-08

Most Innovative Company

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประกาศคะแนนสอบมิดเทอมไปเรียบร้อย (กว่าจะตรวจเสร็จ แทบจะต้องไปตัดแว่นสายตา) นอกจากนั้น ยังเป็นวันที่นักศึกษาจะต้องส่ง Executive Summary สำหรับรายงานจากงาน IB Edutainment ที่ผ่านมา

ก็ต้องให้แก้กันไปพอสมควร สมเหตุสมผล และสมน้ำสมเนื้อ

มีเรื่องหนึ่งที่นักศึกษายังเข้าใจกันไม่เต็มที่ (ไม่ได้หมายความว่าไม่เข้าใจ แต่ยังเข้าใจกันไม่สุดๆ ไม่ทะลุปรุโปร่ง) ก็คือเรื่อง Creativity และ Innovation ที่ถูกนำมาเป็นโจทย์ของงาน IB Edutainment ในครั้งนี้

ก็ได้อธิบายให้นักศึกษาเข้าใจกันไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับไอเดียของคำว่าความคิดสร้างสรรค์ หรือนวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้ในองค์กร ว่า จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดเฉพาะที่ตัวผลิตภัณฑ์ รูปลักษณ์ที่สวยงาม เก๋ไก๋ แปลกใหม่เท่านั้น แต่อาจจะซ่อนอยู่ในกระบวนการบริหารจัดการ รูปแบบธุรกิจ หรือ ในประสบการณ์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ

ว่าแล้วก็คิดถึง link : The 50 Most Innovative Companies ที่จัดอันดับกันทุกปีโดยนิตยสาร BusinessWeek

ที่น่าสนใจคือช่องสุดท้าย ที่ถามว่า Known for its Most Innovative จะเห็นว่า Innovation เกิดได้ในรูปแบบที่ต่างกัน Product, Process, Customer Experience และ Business Model หวังว่านักศึกษาคงเข้าในกันมากขึ้นในประเด็นนี้

เพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจอีกนิด ลองเข้าไปดู SlideShow จะได้อ่านคำอธิบายสั้นๆ ว่าทำไมบริษัทเหล่านั้นถึงได้รับเลือก
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-08-24

IB Edutainment 2009

เหลืออีกไม่กี่อึดใจก็จะถึงวันงานแล้ว

ปีนี้รู้สึกว่าทีมงานจะพร้อมเป็นพิเศษ
ลองดูซิว่าผลงานจะออกมาเป็นอย่างไร
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo