2552-06-13

Globalization Index

มีหน่วยงานสองแห่งหลักๆ ที่ได้จัดทำการจัดอันดับความเป็น โลกาภิวัตน์ ของประเทศไว้ โดยมีมิติที่พิจารณาคล้ายๆ กัน (แต่ก็แตกต่างกันในรายละเอียด)


องค์กรแรกจัดทำดัชนีชื่อ KOF Globalization Index และอีกแห่ง ชื่อ A.T. Kearney/Foreign Policy Magazine : Globalization Index


สำหรับ KOF Swiss Economic Institute ได้มีส่งข่าวประชาสัมพันธ์การจัดอันดับต่อสื่อมวลชน (Press Release) ล่าสุดเมื่อ มกราคม 2009 โดยมีมิติที่วัด 3 ด้านคือ เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม และลึกลงไปในรายละเอียด 24 ตัวแปร


ซึ่งการจัดอันดับดังกล่าว (KOF) ประเทศที่มีดัชนีโลกาภิวัตน์สูงสุดสำหรับปี 2009 คือ ประเทศ เบลเยี่ยม และตามมาด้วย ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสวิตเซอแลนด์


Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

ล่องไปเรื่อย

เคยเป็นไหม


ตั้งใจจะทำอะไรอย่างหนึ่ง แล้วมันก็พาเราไปสู่อีกอย่าง และอีกอย่าง แล้วสุดท้ายเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อย จนจำไม่ได้ว่าจริงๆ จะทำอะไรกันแน่ :-)





เกิดแบบนี้กับเราเป็นประจำ





วันนี้กำลังจะสรุป Globalization Index ให้กับนักศึกษา เปิดไปเจอรูปกวนๆ รูปหนึ่ง ที่เกี่ยวกับ Social Networking Site

ได้มาจากเพื่อนรุ่นน้องที่กำลังทำดุษฎีนิพนธ์อยู่ที่อเมริกา

เจ้าตัวได้ภาพมาจาก Outnext by Steph & Alek ก็เลยลองจิ้มเข้าไปดู Outnext เป็น Online Meganize ด้านการออกแบบ เนื้อหาก็ค่อนข้างน่าสนใจ

อ่านต่อไป ก็พบว่ารูปที่ว่า มีที่มาจาก Despair, Inc อะไรของเค้า To despair = To give up as beyond hope หรือแปลเป็นไทยว่า "สิ้นหวัง"
บริษัทอะไร ชื่อเป็นมงคลมาก!!

แต่พอคลิกไปอ่านจริงๆ แล้ว ก็ต้องทึ่งในไอเดีย เพราะเจ้าของเค้าทำเว็บขายเสื้อยืดสกรีนลงไปด้วยไอเดีย (ที่ส่วนมากจะเป็นไอเดียเกี่ยวกับการล้อเลียนพวก Net Savvy) ตลกดี บางมุขก็เป็นพวกคำคมแบบหักมุม

เช่น

  • Don't Be Afraid - I'm Right Behind You แล้วก็มีตัวเล็กๆ ต่อว่า using you as a shiled
  • END CORRUPTION ต่อด้วย or at least let me participate in it

และชอบมากคือ Company's slogan: CLOTHES MAKE THE MAN.THESE CLOTHES MAKE THE MAN SAD.

สำหรับรูปที่โชว์ข้างบน เป็นการวิเคราะห์ว่าพวกที่เป็นสาวก Social Networking Site จะมีความบกพร่องทางพฤติกรรม โดยยกตัวอย่างไซต์ที่โด่งดังระดับนานาชาติ(ขอย้ำระดับนานาชาติ เลยไม่มี hi5 เข้ามาเจือปน) ว่าจะเป็นพวกที่มีความบกพร่อง ส่วนบกพร่องเรื่องอะไร เค้าก็ทำเป็นสามมิติ
  • พฤติกรรมสมาธิสิ้น AHAD = Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD)
  • การหลงตัวเอง = Narcissism
  • การแอบติดตามคนอื่นอย่างลับๆ = Stalking

แล้วก็ไปเชื่อมกับพวกใช้เว็บว่า แต่ละเว็บเป็นอย่างไรบ้าง

ข่าวดีก็คือ ใครที่เป็นแฟน twitter คุณกำลังมีอาการผิดปกติทั้งสามประการ


Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-06-07

Fun with Blogs

วันอาทิตย์ อยู่บ้านทั้งวัน เตรียมสอน
เพื่อนๆ ถามว่าไม่ออกไปไหนหรือ .. คำตอบคือ ไม่ไปค่ะ

มีเวลาออนไลน์ ด้วยคอนเนคชั่นที่ห่วยๆ (จะโทษใครก็ต้องโทษตัวเราเอง) ใช้เวลานานมาก กว่าจะเช็คงานนักศึกษาแต่ละชิ้นได้ เฮ้อ...

นักศึกษามีความคืบหน้ากันหลายคน บางคนก็เริ่มลงมือเขียยนบล็อคเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว อ่านไปก็ดีใจไป เพราะเห็นมีหลายคนเหมือนกันที่ชอบการให้ออกไปแนะนำตัวหน้าชั้น (ตอนแรกที่คิดก็แอบหวั่นใจว่าเด็กๆ จะให้ความร่วมมือกันหรือเปล่า) บางคนก็บอกว่า ออกไปหนนี้ทำให้รู้จักเพื่อนๆ มากขึ้น บางคนมีนัยยะแอบแฝงบอกว่าทำให้ได้รู้ชื่อคนที่แอบชอบ และบางคนก็เห็นประโยชน์แท้จริงๆที่ซ่อนอยู่ว่า การที่ให้พวกเราได้สกัดกั้นกำแพง แล้วเข้าหาคนที่เราไม่คุ้นเคย จะเป็นประโยชน์แค่ไหน ในอนาคต

ส่วนหลายคนก็ชอบอกชอบใจที่ได้มีการเรียนรู้ผ่านการทำบล็อค (เราก็ดีใจด้วยเหมือนกัน) ถือว่านี่เป็นการแหวกกฎการเรียนการสอนแบบเก่า ที่ให้ผู้เรียนและผู้สอนได้เกิดความร่วมมือแบบ Interactive Collaboration

ครั้้งแรก ยังไม่ยากจู่โจมด้วยงานยากๆ แต่ก็ต้องให้ข้อมูลที่เพียงพอ ทั้งเรื่องโปรเจ็คท์เดี่ยว และกลุ่ม

คุยกับอ. นราธิปแล้ว เค้าเห็นด้วยเรื่องโปรเจ็คท์ที่เรานำเสนอ วันจันทร์คงเดินเรื่องเอกสารต่อไป

มีหลายคนไปหาความหมายของโลกาภิวัตน์ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

ชอบมากเลย .. ขณะที่เราให้เด็กได้เรียนรู้ เราก็ได้เรียนรู้จากเค้าไปด้วย

หวังว่าคงเป็นคลาสที่สนุนสนาน (ถ้าทุกคนเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมด้วยกัน)
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-06-05

วันแรกของภาคนี้

เริ่มสอนวันแรก
เทอมนี้สอนนักศึกษาเฉพาะที่รังสิต วันศุกร์
วันแรก ยังไม่อยากให้นักศึกษาตื่นตระหนกตกใจ :D ก็เลยเบาๆ ไปก่อน

ให้นักศึกษารู้จักกันด้วยกิจกรรม Getting to Know Each Other
ตามด้วยการอธิบาย Course Syllabus และ Outline

จากนั้นจึงนำเข้าสู่บทเรียน
และก็ปิดท้ายด้วยคำแนะนำในการทำ Project และ Individual Assignment ที่ให้นักศึกษาเขียนบล็อค IB321 เป็นของตัวเอง

เพื่อความยุติธรรม เลยต้องร่วมกันเขียนกับนักศึกษาด้วย
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-03-20

สิบวันที่ผ่านไป

เริ่มงานที่ใหม่ได้สิบวันแล้ว
รู้สึกว่า รอบๆ กายมันอุ่นๆ เพราะได้พลังที่สถิตย์อยู่ในตัวหัวหน้างานท่านใหม่

หน้าที่หลักของเราในตอนนี้ คือ ต้องทำงานวิจัยของตัวเองให้สำเร็จ
ว่าแล้วก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะความรู้ที่มีก็แค่หางอึ่ง แต่ยังไงก็ต้องทำงานชิ้นนี้ให้ได้
หากคนอื่นบนโลกนี้ทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

จริงๆ การเปลี่ยนแปลงก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

หลายคนทักท้วงว่า ทำไมเราถึงไม่ยอมดึงดันที่จะอยู่ตรงจุดเดิม (ที่หากเทียบกันแล้ว ในขณะนี้ เราก็จะสบายกว่า และได้รับผลตอบแทนในรูปตัวเงินที่สูงกว่า) แต่บอกตรงๆ ว่า ไม่รู้สิ เราเชื่อว่า หากเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ผู้ใหญ่ก็คงมองเห็น ดังนั้น สิ่งใหม่ที่ได้รับการหยิบยื่นให้ ก็ควรจะถือว่าเป็นโอกาส

แต่ก็ยอมรับว่า ทุกการเปลี่ยนแปลง ย่อมทำให้ต้องมีการปรับตัว ปรับเรื่องการใช้ชีวิตและการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งผ่านมาสิบวันแล้ว ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี

ช่วยให้กำลังใจกันด้วยแล้วกัน

------------------

อีกเรื่องคือ ได้รับอีเมล์จากผู้ติดตามอ่านบล็อก ไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ต้องขอบคุณมากค่ะสำหรับกำลังใจ
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2552-02-12

การเปลี่ยนแปลง

เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วครับทั่น!
โผโยกย้ายนายตะหาน จากโหรดัง อาจารย์อินทร์ เป็นจริงนะครับพี่น้อง

ในที่สุด เราก็ไม่พลาดที่จะกลายเป็นเป้า! ทั้งที่ก็ไม่ได้อยู่นิ่งแล้วนา

เปิดศักราชใหม่ ไม่ทันไรก็ได้รับแจ้งงจากทางหัวหน้าใหม่ ว่าจะต้องไปทำงานหน้าที่ใหม่ ตั้งแต่ล้างห้องน้ำยันต้อนรับแขก ก็น้อมรับด้วยความตำใจ (เต็มใจ หรือจำใจยังไม่แน่ใจ)

หวังว่าบุญเก่าที่ได้สะสมมา จะช่วยให้เราทำงานได้ตลอดรอดฝั่ง
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-10-05

ข้อดี ข้อเสีย ข้อเดียวกัน

หนึ่งในความภาคภูมิใจของตัวเอง คือ มีนิสัยรักการอ่าน

ต้องขอบคุณพ่อแม่ และบุคคลรายรอบ ที่เอื้อต่อการปลูกฝังนิสัยแบบนี้มาตั้งแต่เล็กๆ โดยมีตัวเร่งปฏิกิริยาคือหนังสือที่เปี่ยมไปด้วยสาระ "ขายหัวเราะ"

เป็นแฟนที่เหนียวแน่นของขายหัวเราะ (อย่างเดียวนะคะ มหาสนุก เบบี้ หนูจ๋า ไม่ใช่สไตล์ของเรา) อ่านมาตั้งแต่จำความได้ เมื่อก่อนแม่จะขายของในตลาดสด (แน่หล่ะ เราเป็นลูกแม่ค้า) ลูกของเจ้าของตลาดเป็นผู้บริหารโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ ด้วยความมีวิสัยทัศน์ คุณครูคนนี้ก็เปิดร้านขายหนังสือ เป็นแผงเล็กๆ อยู่ในบ้าน

เราก็เป็นลูกค้าที่เหนียวแน่น จนตอนหลังขยับไปเป็นเด็กเฝ้าร้าน อาจด้วยความที่เขาไว้ใจ ก็เลยได้ไปนั่งอ่านหนังสือฟรี (โดยต้องเฝ้าร้านให้เค้าเป็นการแลกเปลี่ยน) เป็นภาระงานที่ไม่มีพันธะผูกพันให้ต้องเจ็บปวด (ฮ่าฮ่า) ตราบใดที่ยังเฝ้าร้านให้ เราก็จะมีอำนาจในการเลือกหยิบหนังสือได้ตามต้องการ

หากใครที่อ่านหนังสือมากๆ จะเข้าใจว่า เมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง ความเร็วในการอ่านหนังสือจะเพิ่มขึ้น จนรู้ได้ว่า ต้องวางสายตาตรงไหนเพื่อจะจับความในหนังสือได้อย่างรวดเร็ว

ไม่เคยเทียบวัดความเร็ว แต่แทบทุกคนที่รู้จักจะบอกว่าเราเป็นคนอ่านหนังสือเร็วมาก


น่าอิจฉาใช่ไหม?


แต่อย่าเลย เพราะความที่อ่านเร็ว ก็เหมือนรถที่วิ่งไปสู่จุดหมายปลายทางได้เร็วกว่าคนอื่น หรือเทียบให้เห็นภาพ คือ อ่านหนังสือ ด้วยความเร็วเท่ากับคนที่นั่งเครื่องบินไปเชียงใหม่ เมื่อเทียบกับคนอื่นที่อาจจะขับรถหรือว่านั่งรถไฟไป

แล้วมันแย่ตรงไหน?

ก็ไม่ได้แย่มากมาย แต่หลายครั้ง ทำให้เราพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ในหนังสือไป

ถ้าอ่านนิยาย อ่านจบก็จะได้ความว่าเรื่องเป็นแบบไหน แต่บางทีจำชื่อพระเอกนางเอกไม่ค่อยจะได้

อ่านบทความ ก็จะรู้ว่าพูดเรื่องอะไร แต่รายละเอียดปลีกย่อย จำไม่ค่อยได้แล้ว

ปัญหาก็คือ เป็นครูบาอาจารย์ ข้อมูลต้องแน่น..

ทำให้ต้องลดความเร็วในการอ่านลง เพื่อเก็บรายละเอียดให้แม่นยำ


อีกเรื่องคือ เรื่องบางเรื่องที่อ่านไปแล้ว บางครั้งต้องทำใจ อ่านซ้ำๆ

ไอ้การทำซ้ำ เป็นสิ่งที่ฝืนความรู้สึกมากๆ ในตอนแรก เพราะเราเป็นประเภท จบแล้วจบเลย อ่านเล่มนี้จบไปแล้ว ก็อย่าหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะได้มีโอกาสมาอยู่ในอุ้งมือเราอีก


แต่ตอนนี้ต้องพยายามทำ

แต่ฝึกแล้วก็รู้สึกดี

บางเรื่อง เราคิดว่าเราอ่านแล้วเข้าใจสิ่งที่อ่าน พอไปอ่านอีกครั้ง ความเข้าใจที่มีในเรื่องเดิมจะลึกขึ้น ตีประเด็นได้ชัดเจนมากขึ้น


เคยฟังวิทยากรท่านหนึ่งที่มาบรรยายที่คณะ แล้วบอกว่า ข้อดีที่สำคัญของการเป็นอาจารย์ คือ การที่มีคนมาจ้างให้เราอ่านหนังสือ!


ใช่เลยค่ะ การอ่านเป็นน้ำหล่อเลี้ยง และก่อให้เกิดความชุ่มชื่นแก่ชีวิต เป็นตัวสร้างจินตนาการ และเป็นภูมิคุ้มกันที่จะทำให้เราพร้อมที่จะก้าวเดินในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยความมั่นใจ


สำหรับคนที่ได้อ่านเรื่องราวของเราในวันนี้

ท่านทำให้อัตราการอ่านหนังสือของคนไทยมีค่าเฉลี่ยทีดีขึ้นแล้ว

ขอบคุณค่ะ

ป.ล. ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาฯ ปี 2550 คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 12 บรรทัด หรือ ปีละ สองเล่ม!


Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo