อ่านเจอบทความออนไลน์
คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา รวมถึงคนที่คิดว่าจะเปลี่ยนงาน
ลองทบทวนดูว่า พวกเรามีทักษะเหล่านี้กันมากน้อยแค่ไหน
(ตัดแปะมาจากเว็บ http://www.wallstreet.in.th/ ค่ะ)
1. ทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
งาน หลาย ๆ อย่าง ที่เราต้องทำกันอยู่ทุกวัน แม้บางงานจะเรียกว่าเป็นงานรูทีน แต่ในรายละเอียดนั้น เรามักจะต้องเจอกับปัญหานานาชนิดไม่เว้นแต่ละวัน ไหนจะปัญหากับเพื่อร่วมงาน ปัญหากับลูกค้า ดังนั้น เราควรจะฝึกฝนทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าเจอเรื่องเล็กเรื่องน้อย ก็ฟ้องผู้จัดการ หรือปัดปัญหาไปให้คนอื่นเสียหมด
2. ทักษะการดูแลแก้ไขอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานที่เราใช้อยู่เป็นประจำ
คงปฏิเสธไม่ได้ ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศแบบนี้ อุปกรณ์ไฮเทค เข้ามาอยู่ในสำนักงานกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมพิวเตอร์ ดังนั้น เราควรจะมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาง่าย ที่อาจเกิดขึ้นบ่อย ๆ ระหว่างที่เราใช้อุปกรณ์สำนักงาน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์แฮงค์ การลงโปรแกรม หรือแม้กระทั่งเครื่องถ่ายเอกสาร ที่ใช้เป็นประจำ กระดาษหมด กระดาษติด สามารถจัดการได้ โทรศัพท์มือถือที่ใช้งานอยู่ เกิดปัญหาเครือข่าย หรือฟังก์ชั่นการทำงานบางอย่างรวนไป ควรจะดูแลในเบื้อต้นได้
3. ทักษะทางด้านทรัพยากรมนุษย์
สำนักงานใหญ่ ๆ หลายแห่ง มีปัญหาในเรื่องของพนักงานไม่ถูกกัน ทำงานร่วมกันไม่ได้ ติดต่อกันไม่เข้าใจเป็นต้น ดังนั้นหากเราเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ รู้จักการบริการทรัพยากรมนุษย์ ในเบื้องต้น จะมีประโยชน์ต่อการทำงานมาก รู้วิธีการติดต่อ หรือจัดการเมื่อต้องทำงานร่วมกับบุคคลในประเภทต่าง ๆ
4. ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์
นอกจากว่าคุณจะต้องมีความสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างง่าย ๆ เช่น โปรแกรม word, excel , photoshop และโปรแกรมพื้นฐานอื่น ๆ แล้ว ควรจะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลข่าวสารจาก WWW การส่งอีเมล์ หรือการดาวน์โหลดโปรแกรมต่าง ๆ เป็นต้น ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ควรจะเรียนรู้การเขียนโปรแกรมง่าย ๆ บางอย่าง เช่น HTML
5. ทักษะที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นพิเศษ
ซึ่งทักษะดังกล่าวนี้ จะขึ้นอยู่กับว่าเราเรียนมาทางไหน และจะประกอบอาชีพอะไร เช่น ต้องการเป็นพนักงานขาย ก็ควรจะได้รับการฝึกอบรมในเรื่องการขาย การดูแลลูกค้า นักประชาสัมพันธ์ อาจจะได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมในเรื่องของภาษา เป็นต้น
6. ทักษะทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์
จะเป็นการดียิ่งถ้าหากเราเป็นคนที่เก่งคณะศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะประกอบอาชีพเกี่ยวกับวิศวกรรม การแพทย์ หรือในสาขาที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ
7. ทักษะการจัดการด้านการเงิน
ผู้ที่มีการวางแผนทางด้านการเงินที่ดี จะได้เปรียบ ปัจจุบันนี้ คนในวัยทำงานจำนวนมาก คำนึกถึงเรื่องของการเก็บออมเพื่อใช้ในช่วงเกษียณกันแล้ว ถ้าหากว่า เราไม่รู้จักบริการการเงินให้ดี จนถึงขั้นต้องกู้หนี้ ยืมสินแล้ว จะกลายเป็นจุดด่างในการงานไปเลยก็ว่าได้
8. ทักษะในเรื่องของการจัดการข้อมูล
เนื่องจากว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร การจัดการข้อมูลของตนเองที่มีอยู่จึงเป็นเรื่องสำคัญ ในยุคนี้ ข้อมูลที่รวดเร็ว สามารถช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้อง ดังนั้น เราควรจะมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน ให้สามารถเข้าถึง เป็นหมวดหมู่ และค้นหาได้ง่าย
9. ทักษะในการบริหารธุรกิจ
เราอาจจะไม่ต้องถึงขนาดไปเรียน MBA เอาแค่ว่า เข้าอบรมระยะสั้น หรือหาตำราในการบริหารมาอ่านสักหน่อย ก็น่าจะไหว เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจใหญ่ ๆ ที่ประสบความสำเร็จ เขาจะมีระบบการจัดการและการบริหารที่ดีด้วย ถ้าหากเรามีความรู้ในเรื่องการบริการ เราก็จะสามารถเข้าใจในนโยบายการจัดการต่าง ๆ ของทางบริษัทได้ด้วย
10. ทักษะด้านภาษาต่างประเทศ
ถ้าเราสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว มักจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าหากเราสามารถพูดภาษาอื่น ๆ ได้อีกด้วย ก็ยิ่งจะเป็นที่น่าสนใจ ปัจจุบันนี้ มีบริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดสาขาในเมืองไทยเยอะ ภาษาอังกฤษ แน่นอนว่ามีความสำคัญ แต่ถ้ายิ่งสามารถพูดภาษาของเจ้าของบริษัทได้อีกด้วยแล้วยิ่งดีใหญ่ อย่างเช่นภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน ภาษาเยอรมัน เป็นต้น
Credit : http://nationejobs.com
2553-01-11
2553-01-06
A puzzle of small world
: whether near or far, one can be traced within six spans.
หลายคนคงเคยได้ยิน หรือได้อ่านเรื่อง Six Degree of Seperation ที่บอกว่า คนบนโลกนี้สามารถรู้จักกัน โดยผ่านสะพานความสัมพันธ์ไม่เกิน 6 ช่วง ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่พูดกันเล่นๆ แต่เป็นทฤษฎีที่มีนักวิทยาศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ และนักจิตวิทยาฝั่งโลกตะวันตกทำการศึกษา และทำวิจัยกันเป็นเรื่องเป็นราว
ลองคิดง่ายๆ ถึงคนที่เราคิดว่าไม่น่าจะรู้จัก แต่สุดท้าย เค้ากลายเป็นเพื่อนของพี่ชาย คนที่เราแอบมองบนรถไฟฟ้า กลายเป็นหลานสาวของน้าเขย คนที่เราแอบคุยออนไลน์ กลายเป็นเพื่อนของพี่ชาย ฯลฯ
บางคนเรียกปรากฏการณ์เหล่านี้ว่าเป็นพรหมลิขิต หรือเป็นโชคชะตา แต่เนื่องจากเราเป็นนักวิชาการ ก็พบว่าเรื่องแบบนี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ปรากฏการณ์โลกใบเล็ก” หรือ Small World Phenomenon
เท่าที่ Google ดู เรื่องแบบนี้ถูกกล่าวขึ้นครั้งแรกในงานเขียนของนักประพันธ์ชาวฮังกาเรียน ชื่อ นายฟริกเยส คารินธี่ย์ Frigyes Karinthy ผ่านผลงานเรื่องสั้นที่ชื่อว่า Chain Links เขาเชื่อว่า ไม่ว่าจะสุ่มชื่อใครคนสองคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยขึ้นมาก็จะสามารถทำให้คนสองคนนี้รู้จักกันได้โดยอาศัยความสัมพันธ์ไม่เกิน 5 ช่วง* จากนั้นก็มีการศึกษาผ่านนักวิชาการหลายท่าน อาทิ ศ.ดร.สแตนลี่ย์ มิลแกรม (Stanley Milgram, 1933-1984) แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หรือ ศ.ดันแคน วัตต์ (Duncan Watt)แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก็ทำการศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ในบริบทที่หลากหลาย
ที่เด็ดๆ ที่อ่านเจอ มีคนได้ทำการทดสอบใน Facebook โดย Mr.Karl Bubyan เขาได้ชักชวนคนมาร่วมการทดลองนี้ จากการกลุ่มที่สนใจซึ่งมีขนาดประมาณ 300,000 คน ปรากฏว่าค่าเฉลี่ยของ Degree of separation อยู่ที่ 4.67 ทำให้ตัวอย่าง 1 คน (ชื่อ Mr. Ryan Dosetareh) สามารถเชื่อมโยงกับทุกคนในเครือข่ายได้โดยไม่เกิน 5 link แล้วถ้าประชากรบนโลกจริงมีอยู่ราว 6 พันกว่าล้านคนเมื่อนำตัวเลข 6 พันล้านมาถอดรากที่ 6 จะมีค่าอยู่ประมาณ 43 กว่าๆ ดังนั้นถ้าเราเอา 44 มายกกำลัง 6 มันจะได้ 7,256,313,856 คำถามคือ คุณมีคนรู้จักมากกว่า 44 คนไหม? ถ้าใช่ก็แปลว่า “คุณสามารถรู้จักคนทั้งโลกนี้ได้โดยไม่เกิน 6 link” แล้วมันจะมีประโยชน์อย่างไร สามารถนำมาประยุกต์อะไรต่อได้ไหม เราพร้อมที่จะรู้จักคนทั้งโลกแล้วหรือยัง แล้วคุณหละคิดอย่างไร*
อ่านแล้วงงๆ เนอะ
มีตัวอย่างให้เล่นง่ายๆ ลองสมมติดูก็ได้ ว่า จากเรา จนไปถึง President Obama ต้องผ่านสะพานกี่ทอด
สำหรับเรา 1. ตัวเรา --> 2. น้าสาวทำงานอยู่บริษัทเอกชนที่ดำเนินการเลือกตั้งที่แคลิฟอร์เนีย --> 3. น้าสาวมีนายรู้จักกับผู้ว่าการรัฐ --> 4. ผู้ว่าการรัฐรู้จักท่านประธานาธิบดี --> 5 เยส..! ถึงตัวโอบามาแล้ว
ลองเล่นกันดูนะคะ แล้วมาแชร์กันว่า ต้องใช้สะพานกี่ทอด ถึงจะพาคุณไปฝั่งฝัน
ขอบคุณข้อมูล
*wisehow.com
**Janghuman Weblog








หลายคนคงเคยได้ยิน หรือได้อ่านเรื่อง Six Degree of Seperation ที่บอกว่า คนบนโลกนี้สามารถรู้จักกัน โดยผ่านสะพานความสัมพันธ์ไม่เกิน 6 ช่วง ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่พูดกันเล่นๆ แต่เป็นทฤษฎีที่มีนักวิทยาศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ และนักจิตวิทยาฝั่งโลกตะวันตกทำการศึกษา และทำวิจัยกันเป็นเรื่องเป็นราว
ลองคิดง่ายๆ ถึงคนที่เราคิดว่าไม่น่าจะรู้จัก แต่สุดท้าย เค้ากลายเป็นเพื่อนของพี่ชาย คนที่เราแอบมองบนรถไฟฟ้า กลายเป็นหลานสาวของน้าเขย คนที่เราแอบคุยออนไลน์ กลายเป็นเพื่อนของพี่ชาย ฯลฯ
บางคนเรียกปรากฏการณ์เหล่านี้ว่าเป็นพรหมลิขิต หรือเป็นโชคชะตา แต่เนื่องจากเราเป็นนักวิชาการ ก็พบว่าเรื่องแบบนี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ปรากฏการณ์โลกใบเล็ก” หรือ Small World Phenomenon
เท่าที่ Google ดู เรื่องแบบนี้ถูกกล่าวขึ้นครั้งแรกในงานเขียนของนักประพันธ์ชาวฮังกาเรียน ชื่อ นายฟริกเยส คารินธี่ย์ Frigyes Karinthy ผ่านผลงานเรื่องสั้นที่ชื่อว่า Chain Links เขาเชื่อว่า ไม่ว่าจะสุ่มชื่อใครคนสองคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยขึ้นมาก็จะสามารถทำให้คนสองคนนี้รู้จักกันได้โดยอาศัยความสัมพันธ์ไม่เกิน 5 ช่วง* จากนั้นก็มีการศึกษาผ่านนักวิชาการหลายท่าน อาทิ ศ.ดร.สแตนลี่ย์ มิลแกรม (Stanley Milgram, 1933-1984) แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หรือ ศ.ดันแคน วัตต์ (Duncan Watt)แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก็ทำการศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ในบริบทที่หลากหลาย
ที่เด็ดๆ ที่อ่านเจอ มีคนได้ทำการทดสอบใน Facebook โดย Mr.Karl Bubyan เขาได้ชักชวนคนมาร่วมการทดลองนี้ จากการกลุ่มที่สนใจซึ่งมีขนาดประมาณ 300,000 คน ปรากฏว่าค่าเฉลี่ยของ Degree of separation อยู่ที่ 4.67 ทำให้ตัวอย่าง 1 คน (ชื่อ Mr. Ryan Dosetareh) สามารถเชื่อมโยงกับทุกคนในเครือข่ายได้โดยไม่เกิน 5 link แล้วถ้าประชากรบนโลกจริงมีอยู่ราว 6 พันกว่าล้านคนเมื่อนำตัวเลข 6 พันล้านมาถอดรากที่ 6 จะมีค่าอยู่ประมาณ 43 กว่าๆ ดังนั้นถ้าเราเอา 44 มายกกำลัง 6 มันจะได้ 7,256,313,856 คำถามคือ คุณมีคนรู้จักมากกว่า 44 คนไหม? ถ้าใช่ก็แปลว่า “คุณสามารถรู้จักคนทั้งโลกนี้ได้โดยไม่เกิน 6 link” แล้วมันจะมีประโยชน์อย่างไร สามารถนำมาประยุกต์อะไรต่อได้ไหม เราพร้อมที่จะรู้จักคนทั้งโลกแล้วหรือยัง แล้วคุณหละคิดอย่างไร*
อ่านแล้วงงๆ เนอะ
มีตัวอย่างให้เล่นง่ายๆ ลองสมมติดูก็ได้ ว่า จากเรา จนไปถึง President Obama ต้องผ่านสะพานกี่ทอด
สำหรับเรา 1. ตัวเรา --> 2. น้าสาวทำงานอยู่บริษัทเอกชนที่ดำเนินการเลือกตั้งที่แคลิฟอร์เนีย --> 3. น้าสาวมีนายรู้จักกับผู้ว่าการรัฐ --> 4. ผู้ว่าการรัฐรู้จักท่านประธานาธิบดี --> 5 เยส..! ถึงตัวโอบามาแล้ว
ลองเล่นกันดูนะคะ แล้วมาแชร์กันว่า ต้องใช้สะพานกี่ทอด ถึงจะพาคุณไปฝั่งฝัน
ขอบคุณข้อมูล
*wisehow.com
**Janghuman Weblog
New Year Resolution
ปีใหม่อีกแล้วหรือนี่
ทำไมพอตัวเลขของอายุเพิ่มขึ้น ความกระตือรือร้นกลับลดลง .. หรือว่านี่เป็นสัญญาณอันตราย
ตั้งใจว่าจะจดบันทึกเล็กบันทึกน้อยทุกวัน แต่สุดท้ายก็เขียนบ้างไม่เขียนบ้าง
เอาหล่ะ เพิ่งเสียเวลาไป 6 วัน ยังพอแก้ตัวได้ทัน
ไม่อยากสัญญาว่าจะมาทุกวัน
แต่ก็จะพยายามมาเป็นประจำ








ทำไมพอตัวเลขของอายุเพิ่มขึ้น ความกระตือรือร้นกลับลดลง .. หรือว่านี่เป็นสัญญาณอันตราย
ตั้งใจว่าจะจดบันทึกเล็กบันทึกน้อยทุกวัน แต่สุดท้ายก็เขียนบ้างไม่เขียนบ้าง
เอาหล่ะ เพิ่งเสียเวลาไป 6 วัน ยังพอแก้ตัวได้ทัน
ไม่อยากสัญญาว่าจะมาทุกวัน
แต่ก็จะพยายามมาเป็นประจำ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)