(sources: forwarded mail)
You are driving along in your car on a wild, stormy night, it's raining heavily, when suddenly you pass by a bus stop, and you see three people waiting for a bus: An old lady who looks as if she is about to die. An old friend who once saved your life. The perfect partner you have been dreaming about.
Which one would you choose to offer a ride to, knowing very well that there could only be one passenger in your car?
This is a dilemma that was once used as part of a job application.
You could pick up the old lady, because she is going to die, and thus youshould save her first; or you could take the old friend because he once saved your life, and this would be the perfect chance to ! pay him back. However, you may never be able to find your perfect mate again.
The candidate who was hired had no trouble coming up with his answer.
Guess what was his answer?
He simply answered:"
I would give the car keys to my old friend and let him take the lady to the hospital. I would stay behind and wait for the bus with the partner of my dreams."
Sometimes, we gain more if we are able to give up our stubborn thought limitations. Never forget to "Think Outside the Box."
2551-09-25
2551-09-23
Good cop/Bad cop
เคยได้ยินเรื่องตำรวจดีตำรวจเลวไหมคะ
ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการสืบสวนสอบสวนสักเท่าไหร่ แต่เนื่องจากเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ CSI: New York ก็เลยจะได้ยินบ่อยๆ เวลาตำรวจต้องพยายามเค้นเอาความจริงจากผู้ต้องสงสัย เค้าก็มักจะมอบหมายให้ตำรวจสองคนมาสอบปากคำ คนแรกก็จะมาแนวซอฟท์อะคูสติก เกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายยอมคายสิ่งที่เก็บซ่อนไว้ หากไม่ได้ผล เค้าก็จะเดินออกไป แล้วสักพัก ตำรวจอีกนายก็จะมาแนวฮาร์ดคอร์ ระเบิดโทสะ เพื่อให้ผู้ต้องสงสัยตกอยู่ในความกลัวแล้วยอมสารภาพ
ด้วยความที่ดูซีรี่ส์จนอินเข้าไปในเส้นเลือด..
ดิฉันก็เลยพยายามปรับมาใช้ในห้องเรียน
ผลหรือคะ
คอมเมนท์กระจาย
ด้วยความที่ภาพพจน์เป็นคนจิตใจอ่อนโยน ไม่เคยโกรธใคร อารมณ์เย็น รักเด็ก และเหมือนไม่มีพิษสงอยู่ในตัว (ไม่ทราบว่าบุคลิกนี้ได้มาเมื่อไหร่) แต่ด้วยความมุ่งหวังที่จะใช้เทคนิคจิตวิทยา อาศัยสถานการณ์ตึงเครียด เพื่อให้เด็กรู้สึกกดดันและพยายามขวนขวายใฝ่รู้
แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล
ก็ไม่ถึงขนาดไปทำลายคุณค่าของนักศึกษา แต่ทำให้พวกเค้าคิดว่าเราเป็น อาร์ทตัวแม่ (ขอบคุณคุณโน้ตอุดมที่บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมาในเดี่ยว 7) บ้างก็ว่าอาจารย์อารมณ์แปรปรวน (หารู้ไม่ว่าดิฉันต้องบิวท์อารมณ์ และกินของหวานมากขนาดไหนกว่าจะดุได้ขนาดนั้น)
ก็เอาเป็นว่า วิธีการนี้ไม่ได้ผล (หรืออาจจะได้ผล แต่เรานำมาใช้ผิดที่ผิดเวลาไปหน่อย)
คงต้องหาวิธีการอื่นต่อไป
หากลูกศิษย์ลูกหาคนไหนได้มาอ่าน ก็ขอให้เข้าใจว่าอาร์ทตัวแม่จะพยายามทำความเข้าใจอาร์ทขั้นเทพอย่างพวกเราก็แล้วกัน
เมพขิงๆ :)








ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการสืบสวนสอบสวนสักเท่าไหร่ แต่เนื่องจากเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ CSI: New York ก็เลยจะได้ยินบ่อยๆ เวลาตำรวจต้องพยายามเค้นเอาความจริงจากผู้ต้องสงสัย เค้าก็มักจะมอบหมายให้ตำรวจสองคนมาสอบปากคำ คนแรกก็จะมาแนวซอฟท์อะคูสติก เกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายยอมคายสิ่งที่เก็บซ่อนไว้ หากไม่ได้ผล เค้าก็จะเดินออกไป แล้วสักพัก ตำรวจอีกนายก็จะมาแนวฮาร์ดคอร์ ระเบิดโทสะ เพื่อให้ผู้ต้องสงสัยตกอยู่ในความกลัวแล้วยอมสารภาพ
ด้วยความที่ดูซีรี่ส์จนอินเข้าไปในเส้นเลือด..
ดิฉันก็เลยพยายามปรับมาใช้ในห้องเรียน
ผลหรือคะ
คอมเมนท์กระจาย
ด้วยความที่ภาพพจน์เป็นคนจิตใจอ่อนโยน ไม่เคยโกรธใคร อารมณ์เย็น รักเด็ก และเหมือนไม่มีพิษสงอยู่ในตัว (ไม่ทราบว่าบุคลิกนี้ได้มาเมื่อไหร่) แต่ด้วยความมุ่งหวังที่จะใช้เทคนิคจิตวิทยา อาศัยสถานการณ์ตึงเครียด เพื่อให้เด็กรู้สึกกดดันและพยายามขวนขวายใฝ่รู้
แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล
ก็ไม่ถึงขนาดไปทำลายคุณค่าของนักศึกษา แต่ทำให้พวกเค้าคิดว่าเราเป็น อาร์ทตัวแม่ (ขอบคุณคุณโน้ตอุดมที่บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมาในเดี่ยว 7) บ้างก็ว่าอาจารย์อารมณ์แปรปรวน (หารู้ไม่ว่าดิฉันต้องบิวท์อารมณ์ และกินของหวานมากขนาดไหนกว่าจะดุได้ขนาดนั้น)
ก็เอาเป็นว่า วิธีการนี้ไม่ได้ผล (หรืออาจจะได้ผล แต่เรานำมาใช้ผิดที่ผิดเวลาไปหน่อย)
คงต้องหาวิธีการอื่นต่อไป
หากลูกศิษย์ลูกหาคนไหนได้มาอ่าน ก็ขอให้เข้าใจว่าอาร์ทตัวแม่จะพยายามทำความเข้าใจอาร์ทขั้นเทพอย่างพวกเราก็แล้วกัน
เมพขิงๆ :)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)