2551-02-27

Branding of Thailand : ติดฉลากแล้วอย่าลืมบอกราคา (2)

มาว่ากันต่อ

ก่อนอื่นขอให้ทุกท่านขยับกันคนละก้าวสองก้าว สาวเท้ากันออกนอกขวานทองเสียก่อน
หลับตาแล้วคิดว่าตอนนี้พวกเราเป็นชาวต่างชาติ จะชาติไหนก็สุดแท้แต่คุณๆจะปรารถนา
แล้วลองมองกลับมา ดูสิว่า หากคิดถึงประเทศไทยจากสายตาเหล่านี้พวกเราคิดถึงอะไร

สิ่งที่บอกให้ทำเมื่อกี้ สะท้อนให้เห็นว่า ก่อนจะสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งได้ เจ้าของผลิตภัณฑ์ (คนไทยทุกคน) ต้องทราบก่อนว่าสินค้า(ประเทศไทย) ของเรามีจุดแข็งอะไร

เท่าที่ได้รวบรวม ได้อ่านผลการวิจัยผ่านตา พบว่า อุตสาหกรรมหลักที่ทำรายได้ให้กับคนไทยและมีความเข้มแข็งทางด้านการแข่งขันคงหนีไม่พ้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว(ขอรวมถึงอาหารด้วยค่ะ) ทั้งเกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย ความหลากหลายของวัฒนธรรม และศิลปวัฒนธรรม และอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์และเปี่ยมเสน่ห์ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นปัจจัยนำเข้าที่ทรงอิทธิพลต่อกระบวนการสร้างยี่ห้อเมืองไทยทั้งสิ้น

แต่ทำไมหนอ โครงการทั้งหลายแหล่ถึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที
ไม่ว่าจะเป็น Kitchen of the World, World Class Destination และอีกหลายๆ Hubs

คำตอบสุดท้ายที่ไม่ต้องใช้ตัวช่วยก็คือ ประเทศเรากำลังวาดฝันใหญ่ โดยที่คนส่วนมากยังไม่พร้อม
อย่าลืมนะคะว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของโลกคือมนุษย์เราๆท่านๆนี่เอง

แต่ขณะที่ทางการกำลังกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ของชาติ
คนไทยกำลังทำอะไรคะ? ... อืม.. เห็นแว๊บๆว่ากำลังดูละครหลังข่าว พระเอกกำลังโมโหหิวแล้วใช้กำลังขืนใจแม่นางเอก โอ้ นั่น..นักบวชชวนเด็กหนุ่มไปเที่ยวน้ำตก อ่ะ โน่น..สาวน้อยหนัก 45 กิโลกรัม กระโดดตึกเพราะมั่นใจว่าตัวเองน้ำหนักเกินมาตรฐาน แล้วโน่นเห็นข่าวนักร้องดังกำลังแถลงข่าวแยกทาง ส่วนอีกคนกำลังให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องคลิปหลุดของตัวเอง .. อะไรกันคะคุณ

ก่อนจะอนาถหัวใจกันมากกว่านี้ ขอยกตัวอย่างคลาสสิกของประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้าของประเทศเค้าโดยตรง

ซึ่งก็เคยยกตัวอย่างกันไปแลัวถึง Nokia .. โนเกียเป็นตัวอย่างที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านชอบเล่าให้ลูกศิษย์ฟังถึงความสำเร็จในการสร้างส่วนแบ่งตลาด และส่วนแบ่งในใจผู้บริโภค ไม่เพียงเท่านั้น โนเกียยังเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของ "ประเทศฟินแลนด์" ในการสร้างความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีไร้สาย คล้ายๆกับที่ญี่ปุ่นเคยทำสำเร็จมาแล้ว ในการสร้างแบรนด์ให้ตัวเองในอุตสาหกรรมยานยนต์

ในเมื่อทรัพยากรของไทยเราเพียบพร้อมขนาดนี้แล้ว คงเป็นไปได้ไม่ยากที่ประเทศไทยจะพาตัวเองไปสู่การเป็นแบรนด์เด่นในเรื่องอุตสากรรมท่องเที่ยว

ติดอยู่ก็เพียงแต่


สภาพแวดล้อมของประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่.. แต่คนไทยพร้อมหรือยังคะ?
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

Branding of Thailand : ติดฉลากแล้วอย่าลืมบอกราคา

ตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาจนเกือบจะสิ้นเดือนที่สองในรอบปฎิทินปี 2008 เดินผ่านไปตามแผงหนังสือทีไรก็ต้องเป็นสังเกตเห็นหัวข้อโปรยปกหนังสือพิมพ์และวารสาร จากหลายค่ายที่ว่ากันด้วยเรื่อง Thailand Branding ซึ่งไม่เกี่ยวกับซุปไก่สกัด รังนก หรือพรุนสกัดเข้มข้นเลยแม้แต่นิด

คิดว่าผู้เข้ามาอ่านหลายคนคงเข้าใจความหมายของคำว่า Branding กันอย่างดี แต่สำหรับท่านผู้ไม่ค่อยสันทันทางด้านการตลาด (ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น) ก็ลองมาทบทวนบทเรียน MK101 กันก่อน

ว่ากันถึงความหมายของ Brand โดยทั่วไปก็คือความรู้สึก หรือ ความประทับใจโดยรวมต่อสินค้าใดสินค้าหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในใจของผู้บริโภค ทั้งจากการโฆษณา, ประสบการณ์การใช้สินค้า, ภาพพจน์ขององค์กรและบุคลากรจากสินค้าและบริการ รวมถึง ประสบการณ์ใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้นๆ

ผู้รู้ทางการตลาดบอกอีกว่า การสร้างแบรนด์คือการสร้างส่วนแบ่งในใจของผู้บริโภค (Mind&Emotional Share) ซึ่งอย่าไปสับสนกับการสร้างส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) เพราะการสร้างแบรนด์ที่ดีนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าทางด้านการตลาดโดยตรง แต่เป็นสร้างความประทับในจิตใจของผู้บริโภคให้นึกถึงเราเป็นชื่อแรกเมื่อคิดถึงสินค้าประเภทเดียวกับเรา

อ่านความหมายทางทฤษฎีอาจจะเกิดความสับสนกันไปใหญ่ ลองยกตัวอย่างกันดูว่า หากพูดถึงโทรศัพท์มือถือ ชื่อแรกๆที่พวกเรานึกถึงคงหนีไม่พ้นโนเกีย ... ถามว่าเพราะอะไร คำตอบก็ย้อนกลับไปอ่าน 2 ย่อหน้าก่อนนี้ ... นั่นหมายความว่า Nokia ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์เรียบร้อยแล้ว

เพิ่งรู้สึกตัวว่าวิ่งออกนอกลู่ไปเสียไกล

เดี๋ยวมาว่ากันต่อ
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-02-23

โอกาสในวิกฤต

ช่วงนี้เป็นเทศกาลคุมสอบ
ผลสำรวจพบว่า คนที่มีความสุขที่สุดคือคนที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในเทศกาล.

หากเดินผ่าน ประสบพบพานใครต่อใครที่เริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวดในมือหิ้วเอกสารซองยักษ์ๆ ก็บอกได้เลยว่าท่านเหล่านั้นกำลังเดินไปสู่สมรภูมิเลือดเดือดสำหรับนักศึกษา แต่มันคือห้องขังของอาจารย์

จริงๆก็ยอมรับว่า การเป็นอาจารย์คุมสอบไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่สำหรับผู้ที่เป็นอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุมสอบเพื่อป้องกันการทุจริตของนักศึกษา เพราะจะทำให้อาจารย์ต้องคอยตรวจตราอย่างระแวดระวังกันเป็นพิเศษ หลายคนถึงกับบ่นว่าช่วงคุมสอบเป็นช่วงของการ "หายใจทิ้ง" เพราะไม่สามารถกระทำภารกิจอย่างอื่นได้เลยภายในเวลา 2 หรือ 3 ชั่วโมง

แต่หากมองอีกด้าน ก็จะพบว่า การคุมสอบมีลักษณะประการหนึ่ง (สำหรับเรา) ที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ก็คือ การได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ

เพราะโดยปกติแล้ว งานที่ได้รับมอบหมายก็จะเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มเล็กๆ คือ คณาจารย์/เจ้าหน้าที่ในคณะ กับนึกศึกษา เท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาคุมสอบทางมหาวิทยาลัยก็จะจัดให้อาจารย์ได้มีโอกาสใกล้ชิด :) กับอาจารย์จากคณะอื่นๆ ซึ่งตรงนี้หล่ะค่ะ ที่ทำให้เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆจากต่างคณะ

บางท่านก็เป็นเพื่อนต่างวัยนะคะ

อย่างเมื่อวันก่อน ได้คุมสอบกับอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นสุภาพสตรี วัยห่างจากเราคงไม่ต่ำกว่า 20 ปี
อาจารย์ท่านน่ารักมากค่ะ ก่อนหน้าก็ได้เห็นหน้ากันผ่านๆ ยิ้มให้กัน แต่ไม่ได้มีโอกาสทักทาย (จริงๆแล้ว คงต้องบอกว่า โอกาสหน่ะมี แต่เราก็ไม่ได้คิดถึงการทักทายกัน)

คุยไปคุยมา ปรากฎว่า ท่านสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแถวนิวยอร์ค ที่ชื่อก็เหมือนชื่อรัฐ (โห ใบ้อย่างนี้บอกไปเลยดีกว่ามั้ง :) จึงได้พูดคุยถึงที่ที่เคยไปอยู่ ที่ที่เคยไปเที่ยว และก็ลึกมาถึงรายละเอียดอื่นๆ .. อาจารย์ท่านเก่งค่ะ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ -- ท่านผู้บริหารคะ เราไม่ได้คุยกันตลอดระยะเวลาที่คุมสอบนะคะ เพราะก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด :) -- ดีใจที่ได้รู้จักอาจารย์ค่ะ

พอเมื่อวาน ก็ได้ไปคุมสอบกับอาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติ อาจารย์เป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ค่ะ :) สอบถามพูดคุย ถึงได้รู้ว่าเราไปรับคุณวุฒิปริญญาโท จากรัฐเดียวกัน และได้ไปเที่ยวเล่นในหลายสถานที่ที่เหมือนๆกัน

ก่อนหน้านี้ มีหลายครั้งที่ได้พูดคุยกับอาจารย์ที่นี่หลายๆท่านแล้วพบว่าแต่ละท่านมีศักยภาพ และมีพลังในการสอนมาก ซึ่งดีใจแทนเด็กๆค่ะ ที่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือกับอาจารย์เหล่านี้

ก็หวังว่าเด็กๆ คงตั้งใจทำข้อสอบกันเต็มที่
เหมือนที่เราตั้งใจฟังประสบการณ์ของเพื่อนอาจารย์นะคะ

ส่วนคนที่คิดกระทำการไม่ซื่อ
ก็ขอฝากไว้ว่า อาจารย์กำลังมองคุณอยู่ค่ะ!
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

ส่งแมวให้จาน

ข้อเสียของการไม่แวะเวียนมาเป็นประจำก็คือพอจะเขียนก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ทั้งๆที่ตอนได้ประสบพบพานกับเหตุการณ์จริงก็อยากเก็บมาเล่ามาแบ่งปัน --------

(ขณะกำลังพิมพ์ๆอยู่ก็นึกได้พอดี)

เรื่องแรกที่อยากบอกคือ เรื่องของการใช้ภาษาของเด็กไทยสมัยนี้
(อายุเรามากพอที่จะแบ่งแยกยุคสมัยกับเด็กรุ่นนี้ได้แล้วหรือนี่!)

จะเจอบ่อยๆที่เด็กส่งอีเมล์มาหา
1. ไม่มีการลงหัวเรื่อง คำขึ้นต้น หรือระบุผู้ส่งใดๆทั้งสิ้น
(อาจจะเป็นเพราะเค้ารู้ว่ากำลังเขียนหาใคร ก็คงคิดว่า ผู้อ่านคงรู้เหมือนกันว่าใครเขียนมาหา)
ซึ่งหากเป็นเรื่องที่อ่านแล้วเหมือนนักศึกษาต้องการความช่วยเหลือ เราก็ต้องเสียเวลาไปควานหาว่าอีเมล์นี้มาจากผู้ใด
2. ใช้ภาษาสุดมึน ---> 'จาน โอเคนะ เด๋วผมให้เพื่อนช่วยบอกได้ป่ะ ช่วยหน่อยดิ่ ...
ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยยิ่งนัก ว่ากำลังพูดเรื่องอะไร แล้วภาษาที่ใช้ มันทันสมัยไปหรือเปล่า นี่ก็กำลังลุ้นอยู่ว่าอีกเมื่อไหร่ศัพท์เหล่านี้จะถูกบัญญัติโดยราชบัณฑิตยสถาน ให้พวกเด็กๆได้เฮกัน

จริงๆมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่หลวงจนเกินจะทน แต่ที่บ่นก็เพราะความเป็นห่วง ซึ่งสำหรับการตอบโต้ทางอีเมล์กับเด็กๆ ถ้าเขียนมาจนเหลือจะรับได้ ก็จะอีเมล์เทศนาไปก่อนในช่วงต้น ว่าที่ส่งมามันไม่เหมาะสมอย่างไร และอย่างไหนที่ควรใช้ ก่อนจะตอบประเด็นหรือคำถามที่เป็นเหตุให้นักศึกษาส่งอีเมล์มาหา

แต่สิ่งที่สะกิดใจ คือ ความผิดพลาด หรือความไม่เหมาะสมของพวกเด็กๆ เหล่านี้ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากพวกเขาเท่านั้น เพราะจากที่อ่านบทความจากสื่อต่างๆ ก็พบว่า ภาษาไทยมันเปลี่ยนไปเยอะเหลือเกิน อีกส่วนหนึ่งก็คือ เมื่อพบความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หลายคนก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระแส ส่วนที่เหลือก็อาจจะคิดว่าไม่ใช่ธุระ หรือคิดว่า ต่อให้แก้ไข ก็เหนื่อยเปล่า

ไม่ทราบเหมือนกันว่า จริงๆแล้ว ทางออกที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
แต่ก็ขอเป็นหนึ่งเสียงที่สนับสนุนการใช้ภาษาให้เหมาะสม (แม้ว่าในบางครั้งเราเองก็มีผิดพลาดอยู่บ่อยๆ)
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo