2551-10-05

ข้อดี ข้อเสีย ข้อเดียวกัน

หนึ่งในความภาคภูมิใจของตัวเอง คือ มีนิสัยรักการอ่าน

ต้องขอบคุณพ่อแม่ และบุคคลรายรอบ ที่เอื้อต่อการปลูกฝังนิสัยแบบนี้มาตั้งแต่เล็กๆ โดยมีตัวเร่งปฏิกิริยาคือหนังสือที่เปี่ยมไปด้วยสาระ "ขายหัวเราะ"

เป็นแฟนที่เหนียวแน่นของขายหัวเราะ (อย่างเดียวนะคะ มหาสนุก เบบี้ หนูจ๋า ไม่ใช่สไตล์ของเรา) อ่านมาตั้งแต่จำความได้ เมื่อก่อนแม่จะขายของในตลาดสด (แน่หล่ะ เราเป็นลูกแม่ค้า) ลูกของเจ้าของตลาดเป็นผู้บริหารโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ ด้วยความมีวิสัยทัศน์ คุณครูคนนี้ก็เปิดร้านขายหนังสือ เป็นแผงเล็กๆ อยู่ในบ้าน

เราก็เป็นลูกค้าที่เหนียวแน่น จนตอนหลังขยับไปเป็นเด็กเฝ้าร้าน อาจด้วยความที่เขาไว้ใจ ก็เลยได้ไปนั่งอ่านหนังสือฟรี (โดยต้องเฝ้าร้านให้เค้าเป็นการแลกเปลี่ยน) เป็นภาระงานที่ไม่มีพันธะผูกพันให้ต้องเจ็บปวด (ฮ่าฮ่า) ตราบใดที่ยังเฝ้าร้านให้ เราก็จะมีอำนาจในการเลือกหยิบหนังสือได้ตามต้องการ

หากใครที่อ่านหนังสือมากๆ จะเข้าใจว่า เมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง ความเร็วในการอ่านหนังสือจะเพิ่มขึ้น จนรู้ได้ว่า ต้องวางสายตาตรงไหนเพื่อจะจับความในหนังสือได้อย่างรวดเร็ว

ไม่เคยเทียบวัดความเร็ว แต่แทบทุกคนที่รู้จักจะบอกว่าเราเป็นคนอ่านหนังสือเร็วมาก


น่าอิจฉาใช่ไหม?


แต่อย่าเลย เพราะความที่อ่านเร็ว ก็เหมือนรถที่วิ่งไปสู่จุดหมายปลายทางได้เร็วกว่าคนอื่น หรือเทียบให้เห็นภาพ คือ อ่านหนังสือ ด้วยความเร็วเท่ากับคนที่นั่งเครื่องบินไปเชียงใหม่ เมื่อเทียบกับคนอื่นที่อาจจะขับรถหรือว่านั่งรถไฟไป

แล้วมันแย่ตรงไหน?

ก็ไม่ได้แย่มากมาย แต่หลายครั้ง ทำให้เราพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ในหนังสือไป

ถ้าอ่านนิยาย อ่านจบก็จะได้ความว่าเรื่องเป็นแบบไหน แต่บางทีจำชื่อพระเอกนางเอกไม่ค่อยจะได้

อ่านบทความ ก็จะรู้ว่าพูดเรื่องอะไร แต่รายละเอียดปลีกย่อย จำไม่ค่อยได้แล้ว

ปัญหาก็คือ เป็นครูบาอาจารย์ ข้อมูลต้องแน่น..

ทำให้ต้องลดความเร็วในการอ่านลง เพื่อเก็บรายละเอียดให้แม่นยำ


อีกเรื่องคือ เรื่องบางเรื่องที่อ่านไปแล้ว บางครั้งต้องทำใจ อ่านซ้ำๆ

ไอ้การทำซ้ำ เป็นสิ่งที่ฝืนความรู้สึกมากๆ ในตอนแรก เพราะเราเป็นประเภท จบแล้วจบเลย อ่านเล่มนี้จบไปแล้ว ก็อย่าหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะได้มีโอกาสมาอยู่ในอุ้งมือเราอีก


แต่ตอนนี้ต้องพยายามทำ

แต่ฝึกแล้วก็รู้สึกดี

บางเรื่อง เราคิดว่าเราอ่านแล้วเข้าใจสิ่งที่อ่าน พอไปอ่านอีกครั้ง ความเข้าใจที่มีในเรื่องเดิมจะลึกขึ้น ตีประเด็นได้ชัดเจนมากขึ้น


เคยฟังวิทยากรท่านหนึ่งที่มาบรรยายที่คณะ แล้วบอกว่า ข้อดีที่สำคัญของการเป็นอาจารย์ คือ การที่มีคนมาจ้างให้เราอ่านหนังสือ!


ใช่เลยค่ะ การอ่านเป็นน้ำหล่อเลี้ยง และก่อให้เกิดความชุ่มชื่นแก่ชีวิต เป็นตัวสร้างจินตนาการ และเป็นภูมิคุ้มกันที่จะทำให้เราพร้อมที่จะก้าวเดินในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยความมั่นใจ


สำหรับคนที่ได้อ่านเรื่องราวของเราในวันนี้

ท่านทำให้อัตราการอ่านหนังสือของคนไทยมีค่าเฉลี่ยทีดีขึ้นแล้ว

ขอบคุณค่ะ

ป.ล. ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาฯ ปี 2550 คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 12 บรรทัด หรือ ปีละ สองเล่ม!


Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-09-25

THINK OUTSIDE THE BOX

(sources: forwarded mail)

You are driving along in your car on a wild, stormy night, it's raining heavily, when suddenly you pass by a bus stop, and you see three people waiting for a bus: An old lady who looks as if she is about to die. An old friend who once saved your life. The perfect partner you have been dreaming about.

Which one would you choose to offer a ride to, knowing very well that there could only be one passenger in your car?

This is a dilemma that was once used as part of a job application.
You could pick up the old lady, because she is going to die, and thus youshould save her first; or you could take the old friend because he once saved your life, and this would be the perfect chance to ! pay him back. However, you may never be able to find your perfect mate again.

The candidate who was hired had no trouble coming up with his answer.
Guess what was his answer?


He simply answered:"
I would give the car keys to my old friend and let him take the lady to the hospital. I would stay behind and wait for the bus with the partner of my dreams."


Sometimes, we gain more if we are able to give up our stubborn thought limitations. Never forget to "Think Outside the Box."
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-09-23

Good cop/Bad cop

เคยได้ยินเรื่องตำรวจดีตำรวจเลวไหมคะ
ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการสืบสวนสอบสวนสักเท่าไหร่ แต่เนื่องจากเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ CSI: New York ก็เลยจะได้ยินบ่อยๆ เวลาตำรวจต้องพยายามเค้นเอาความจริงจากผู้ต้องสงสัย เค้าก็มักจะมอบหมายให้ตำรวจสองคนมาสอบปากคำ คนแรกก็จะมาแนวซอฟท์อะคูสติก เกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายยอมคายสิ่งที่เก็บซ่อนไว้ หากไม่ได้ผล เค้าก็จะเดินออกไป แล้วสักพัก ตำรวจอีกนายก็จะมาแนวฮาร์ดคอร์ ระเบิดโทสะ เพื่อให้ผู้ต้องสงสัยตกอยู่ในความกลัวแล้วยอมสารภาพ

ด้วยความที่ดูซีรี่ส์จนอินเข้าไปในเส้นเลือด..
ดิฉันก็เลยพยายามปรับมาใช้ในห้องเรียน

ผลหรือคะ

คอมเมนท์กระจาย

ด้วยความที่ภาพพจน์เป็นคนจิตใจอ่อนโยน ไม่เคยโกรธใคร อารมณ์เย็น รักเด็ก และเหมือนไม่มีพิษสงอยู่ในตัว (ไม่ทราบว่าบุคลิกนี้ได้มาเมื่อไหร่) แต่ด้วยความมุ่งหวังที่จะใช้เทคนิคจิตวิทยา อาศัยสถานการณ์ตึงเครียด เพื่อให้เด็กรู้สึกกดดันและพยายามขวนขวายใฝ่รู้

แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล

ก็ไม่ถึงขนาดไปทำลายคุณค่าของนักศึกษา แต่ทำให้พวกเค้าคิดว่าเราเป็น อาร์ทตัวแม่ (ขอบคุณคุณโน้ตอุดมที่บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมาในเดี่ยว 7) บ้างก็ว่าอาจารย์อารมณ์แปรปรวน (หารู้ไม่ว่าดิฉันต้องบิวท์อารมณ์ และกินของหวานมากขนาดไหนกว่าจะดุได้ขนาดนั้น)

ก็เอาเป็นว่า วิธีการนี้ไม่ได้ผล (หรืออาจจะได้ผล แต่เรานำมาใช้ผิดที่ผิดเวลาไปหน่อย)
คงต้องหาวิธีการอื่นต่อไป

หากลูกศิษย์ลูกหาคนไหนได้มาอ่าน ก็ขอให้เข้าใจว่าอาร์ทตัวแม่จะพยายามทำความเข้าใจอาร์ทขั้นเทพอย่างพวกเราก็แล้วกัน

เมพขิงๆ :)
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-08-31

บางกอกแดนจรัส หรือ Bangkok Dangerous

สุดจะบรรยาย

ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาเหตุบ้านการเมืองมันแสนจะวุ่นวาย เรื่องราวของชาติมันทำให้หนึ่งสมองสองมือของเรามันตื้อไปหมด ไม่อยากทำอะไรเลย ไม่อยากอ่านข่าว ไม่อยากดูโทรทัศน์ ไม่อยากฟังบทสนทนา ที่หันไปทางไหนประเด็นที่คุยมันก็มีอยู่เรื่องเดียว

ท่าจะเป็นเอามาก



สิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้ บอกให้รู้ว่า คนไทยอย่างเราๆ ควรจะจับมือกัน ผลักดันให้ประเทศก้าวสู่ความก้าวหน้าไม่ใช่ไม่ใช่ฟาดฟันพวกเดียวกันลงปากเหว


ช่วยกันเปลี่ยนแบงคอกแดนเจอรัส ให้กลับมาเป็น บางกอกแดนจรัสกันดีกว่า

นะคะท่านสมาชิก(ที่คิดว่าตัวเองเป็น) ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-08-05

ตรวจข้อสอบ

ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจที่อยากจะให้ศิษย์รักได้มีการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทย และประกอบกับความบ้าพลังของตัวเอง

จึงตัดสินใจออกข้อสอบแบบอัตนัย (รู้จักกันใช่ไหมคะ - ออกข้อสอบแบบข้อเขียน)

สอนสามวิชา ออกข้อสอบข้อเขียนวิชาละประมาณ 6 ข้อ
นักศึกษาที่เรียน ตกวิชาละ180 คน

ก็ลองคูณกันเองนะคะ ว่าดิชั้นจะต้องตรวจข้อสอบทั้งหมดกี่ชุด และกี่ข้อ..เฮ่อ (รำพึงกับตัวเอง..อีบ้า)

อยากจะบอกศิษย์ทุกคนที่แช่งชักหักกระดูกว่าอาจารย์ออกข้อสอบโหดหว่ะ ยากหว่ะ เยอะหว่ะ ฯลฯ
บัดนี้ผลของการสาบแช่ง ได้ตกลงมาสู่ข้าพเจ้าเป็นที่เรียบร้อย

ผ่านมาเกือบอาทิตย์ วิชาแรกยังตรวจไม่เสร็จเลยค่ะ

นี่หล่ะน้า ...ดาบนั้นคืนสนอง
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-07-10

Chindia rocks the world

เปิดดูคร่าวๆ ในหนังสือ Chindia : How China and India are revolutionizing Global Business ที่เขียนและเรียบเรียงใหม่โดยนักเขียนประจำของ BusinessWeek, Pete Engardio

ยังไม่ได้สรุปความทั้งหมด แต่สิ่งที่ได้มา คือ ความน่ากลัวของความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของสองประเทศว่าที่มหาอำนาจใหม่ของโลก จีนและอินเดีย

เพิ่งรู้ว่าแต่ก่อนสองประเทศนี้มีความขัดแย้งกันทางการเมืองมาก่อน แล้วก็ได้เห็นผู้เขียนวิเคราะห์การขยายตัวของเศรษฐกิจที่ทั้งสองทำได้ในรูปแบบที่ต่างกัน

อีกเรื่องคือ อินเดียจะเป็นใหญ่ในเรื่องของ Software ในขณะที่จีนจะเชี่ยวชาญใน Hardware

อ่านไปอ่านมาก็นึกในใจ แล้วไทยหล่ะ

เราคงจะเป็นผู้ชำนาญ Nowhere :)

เศร้าดีไหมนี่
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-06-10

ความคิดเห็น-เด็กๆ

เปล่าค่ะ
ไม่ได้หมายความว่า ความคิดเห็นเหล่านี้ เป็นเรื่องเล็กๆ ไม่สำคัญ แต่"เด็กๆ" ที่ว่า คือความคิดเห็นที่เราได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาช่วยกันนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนที่ "พวกเขา" ต้องการ

ลองมาดูบางส่วนกันนะ ว่าเค้าเสนออะไรกันมาบ้าง จริงๆ เขียนกันมาเยอะมาก แต่บางความต้องการก็เหลือเกินจริงๆ (สีชมพูในวงเล็บคือความเห็นแทรกแบบขำๆของเราเองค่ะ :))

- อยากเรียนแบบ เข้าใจง่ายๆ สนุกๆ
- อยากให้เล่าเรื่องประกอบเนื้อหา ทำให้นักศึกษาไม่เครียด ไม่ง่วง (เธอจ๋า เธอจะรู้กันบ้างหรือเปล่าว่าชั้นนะต้องเครียดขนาดไหน ในการจะหาเรื่องมาเล่าแล้วทำให้พวกเธอไม่ง่วง ไม่เครียด)
- อยากให้อาจารย์รักลูกศิษย์มากๆ ให้คะแนนนักศึกษาที่มีความตั้งใจทำงานมากๆ ให้คะแนะนำอย่างละเอียดเมื่อนักศึกษาไม่เข้าใจ ไม่ขึ้นเสียงกับนักศึกษา (อ่ะนะ ดิชั้นไม่ใช่อีตาคาวี หรือนายหัวหฤษฏิ์นะ จะได้มาขึ้นเสียงและตบจูบ) และตอบอย่างไม่ดูดายว่านักศึกษาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจในงานที่สั่ง (หนูเป็นนักเรียนหรือนักเขียนบทละครหลังข่าวกันแน่คะ แต่ค่ะ จะพยายามค่ะ)
- สอนไม่เครียด Relax (เดี๋ยวหนหน้าป้าจะนุ่งกางเกงเล รองเท้าแตะมาสอน จะได้ดูรีเล็กซ์กันให้สุดๆไปเลย) ปล่อยเร็วๆ (มีเรียนต่อ) และบอกแนวข้อสอบ
- เป็นกันเอง สนุก ครึกครื้น รายงานไม่ต้องเยอะ เทอมละเล่มก็พอ (ได้ค่ะ แต่เล่มละ 150 หน้านะ) มีการยกตัวอย่างในชีวิตประจำวันมาสอน (อะไรในชีวิตประจำวันที่พวกเธอต้องการทราบคะ วิธีการอาบน้ำแปรงฟัน หรือการทอดไข่ดาวไม่ให้ไหม้)
- มีชีส (เนยแข็ง?? - จริงๆ น่าจะเป็นชีท หรือ ชีทส์นะคะคุณ) มาแจกนักศึกษา
- อยากให้อาจารย์ใจดี (แล้วตอนนี้ชั้นใจร้ายหรือยังไงคะ) ออกข้อสอบง่ายๆ
- มีการทำแบบฝึกหัดในห้องเรียน (ได้ค่ะ แล้วจะเพิ่มการคัดลายมือ และท่องสูตรคูณในชั้นเข้าไปด้วย เสร็จแล้ว กินนม ล้างหน้า ทาแป้งนอนกันต่อเลย)
- ให้บรรยายตามสไลด์ และเพิ่มเติมประสบการณ์ของอาจารย์ (อายุยังน้อย อ่อนด้อยประสบการณ์)
- ยกตัวอย่างให้มองเห็นภาพได้ชัดเจน หรือใช้สื่อเพื่อที่จะทำให้เข้าใจได้ง่าย จะทำให้นักศึกษาเข้าใจถึงเนื้อหาที่สอนได้ง่ายขึ้น
- ให้แบบฝึกหัดก่อนสอบกลางภาคและปลายภาคเป็นแนวทาง
- ไม่ต้องมีเช็คชื่อ ปล่อยเกรดเยอะๆ มีแต่ A, B+, B, C+ (เอ่อ คุณคะ ถ้าแบบนั้นไม่ต้องมาเรียนไม่ต้องมาสอนจับสลากให้เกรดไปเลยดีไหม)
- ไม่อยากให้มีงานกลุ่ม ไม่อยากรายงานหน้าห้อง ไม่ชอบตอบคำถามแต่ชอบฟัง (อืม..เอาใจยากนะคะคุณ)
- มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักศึกษา (ชอบมากค่ะ แต่เพื่อนข้างบนว่าไงคะ)
- เวลานักศึกษามีปัญหาขอให้คุยและซักถามได้ตลอด (ค่ะ ยกเว้นเวลาสอบที่ไม่อนุญาตให้ถามค่ะ)
- อยากให้อาจารย์ entertain นักศึกษาได้ เพราะช่วงบ่ายจะง่วงมาก ให้อาจารย์ส่งเอกสารประกอบเข้าอีเมล์นักศึกษา และอยากให้อาจารย์พูดภาษาอังกฤษเยอะๆ
- อย่าสอนแบบวิชาการมากเกินไป ให้สอนให้เข้าใจง่าย และสนุก (ความคิดเห็นประมาณนี้มีเยอะมาก)

ค่ะ ก็รับฟังทุกความคิดเห็นของพวกเรานะคะ แล้วจะพยายามทำในสิ่งที่ทำได้ ส่วนบางความต้องการที่ฝืนจุดยืนของตัวเองก็ต้องขออนุญาตไม่ทำตาม แต่ก็ได้ชี้แจงทุกคนไปแล้วนะคะว่า สิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-05-24

ตามหาคนหาย



ขอนอกเรื่องเล็กน้อย

คิดถึงน้ามู..
หลังจากที่ UCL นัดชิงชนะเลิศเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการเอาเมื่อตอนรุ่งเช้าของวันที่ 22 พฤษภาคม และแน่นอน "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นแชมป์" แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ภูมิใจเสนอปฏิบัติการโกงความตายอีกรอบ จนสามารถช่วงชิงถ้วยหูใหญ่มาครอบครองได้เป็นใบที่ 3 (ซึ่งเป็นใบที่สองในการคุมทีมของกุนซือ (มิใช่กุนเชียง) ป๋าอเลกซ์ของเรา) ดีใจมาก ตื้นตันใจก็มาก

แต่วันนี้ ความรู้สึกนั้นมันถูกมาทดแทนด้วยคำถามที่ว่า "น้ามูอยู่ไหน" (พยายามทำเสียงให้เหมือนกับคุณจาพนมเล็กน้อย)

อ่านข่าวแว่วๆว่า มูรินโญ่กำลังโดนทาบทามให้ไปเดินแบบแถวๆมิลาน อันนี้ไม่รู้ว่าจะจริงเท็จกันประการใด

ใครพบเห็น โปรดส่งข่าว

คนมันคิดถึง

Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-02-27

Branding of Thailand : ติดฉลากแล้วอย่าลืมบอกราคา (2)

มาว่ากันต่อ

ก่อนอื่นขอให้ทุกท่านขยับกันคนละก้าวสองก้าว สาวเท้ากันออกนอกขวานทองเสียก่อน
หลับตาแล้วคิดว่าตอนนี้พวกเราเป็นชาวต่างชาติ จะชาติไหนก็สุดแท้แต่คุณๆจะปรารถนา
แล้วลองมองกลับมา ดูสิว่า หากคิดถึงประเทศไทยจากสายตาเหล่านี้พวกเราคิดถึงอะไร

สิ่งที่บอกให้ทำเมื่อกี้ สะท้อนให้เห็นว่า ก่อนจะสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งได้ เจ้าของผลิตภัณฑ์ (คนไทยทุกคน) ต้องทราบก่อนว่าสินค้า(ประเทศไทย) ของเรามีจุดแข็งอะไร

เท่าที่ได้รวบรวม ได้อ่านผลการวิจัยผ่านตา พบว่า อุตสาหกรรมหลักที่ทำรายได้ให้กับคนไทยและมีความเข้มแข็งทางด้านการแข่งขันคงหนีไม่พ้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว(ขอรวมถึงอาหารด้วยค่ะ) ทั้งเกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย ความหลากหลายของวัฒนธรรม และศิลปวัฒนธรรม และอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์และเปี่ยมเสน่ห์ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นปัจจัยนำเข้าที่ทรงอิทธิพลต่อกระบวนการสร้างยี่ห้อเมืองไทยทั้งสิ้น

แต่ทำไมหนอ โครงการทั้งหลายแหล่ถึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที
ไม่ว่าจะเป็น Kitchen of the World, World Class Destination และอีกหลายๆ Hubs

คำตอบสุดท้ายที่ไม่ต้องใช้ตัวช่วยก็คือ ประเทศเรากำลังวาดฝันใหญ่ โดยที่คนส่วนมากยังไม่พร้อม
อย่าลืมนะคะว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของโลกคือมนุษย์เราๆท่านๆนี่เอง

แต่ขณะที่ทางการกำลังกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ของชาติ
คนไทยกำลังทำอะไรคะ? ... อืม.. เห็นแว๊บๆว่ากำลังดูละครหลังข่าว พระเอกกำลังโมโหหิวแล้วใช้กำลังขืนใจแม่นางเอก โอ้ นั่น..นักบวชชวนเด็กหนุ่มไปเที่ยวน้ำตก อ่ะ โน่น..สาวน้อยหนัก 45 กิโลกรัม กระโดดตึกเพราะมั่นใจว่าตัวเองน้ำหนักเกินมาตรฐาน แล้วโน่นเห็นข่าวนักร้องดังกำลังแถลงข่าวแยกทาง ส่วนอีกคนกำลังให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องคลิปหลุดของตัวเอง .. อะไรกันคะคุณ

ก่อนจะอนาถหัวใจกันมากกว่านี้ ขอยกตัวอย่างคลาสสิกของประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้าของประเทศเค้าโดยตรง

ซึ่งก็เคยยกตัวอย่างกันไปแลัวถึง Nokia .. โนเกียเป็นตัวอย่างที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านชอบเล่าให้ลูกศิษย์ฟังถึงความสำเร็จในการสร้างส่วนแบ่งตลาด และส่วนแบ่งในใจผู้บริโภค ไม่เพียงเท่านั้น โนเกียยังเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของ "ประเทศฟินแลนด์" ในการสร้างความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีไร้สาย คล้ายๆกับที่ญี่ปุ่นเคยทำสำเร็จมาแล้ว ในการสร้างแบรนด์ให้ตัวเองในอุตสาหกรรมยานยนต์

ในเมื่อทรัพยากรของไทยเราเพียบพร้อมขนาดนี้แล้ว คงเป็นไปได้ไม่ยากที่ประเทศไทยจะพาตัวเองไปสู่การเป็นแบรนด์เด่นในเรื่องอุตสากรรมท่องเที่ยว

ติดอยู่ก็เพียงแต่


สภาพแวดล้อมของประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่.. แต่คนไทยพร้อมหรือยังคะ?
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

Branding of Thailand : ติดฉลากแล้วอย่าลืมบอกราคา

ตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาจนเกือบจะสิ้นเดือนที่สองในรอบปฎิทินปี 2008 เดินผ่านไปตามแผงหนังสือทีไรก็ต้องเป็นสังเกตเห็นหัวข้อโปรยปกหนังสือพิมพ์และวารสาร จากหลายค่ายที่ว่ากันด้วยเรื่อง Thailand Branding ซึ่งไม่เกี่ยวกับซุปไก่สกัด รังนก หรือพรุนสกัดเข้มข้นเลยแม้แต่นิด

คิดว่าผู้เข้ามาอ่านหลายคนคงเข้าใจความหมายของคำว่า Branding กันอย่างดี แต่สำหรับท่านผู้ไม่ค่อยสันทันทางด้านการตลาด (ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น) ก็ลองมาทบทวนบทเรียน MK101 กันก่อน

ว่ากันถึงความหมายของ Brand โดยทั่วไปก็คือความรู้สึก หรือ ความประทับใจโดยรวมต่อสินค้าใดสินค้าหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในใจของผู้บริโภค ทั้งจากการโฆษณา, ประสบการณ์การใช้สินค้า, ภาพพจน์ขององค์กรและบุคลากรจากสินค้าและบริการ รวมถึง ประสบการณ์ใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้นๆ

ผู้รู้ทางการตลาดบอกอีกว่า การสร้างแบรนด์คือการสร้างส่วนแบ่งในใจของผู้บริโภค (Mind&Emotional Share) ซึ่งอย่าไปสับสนกับการสร้างส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) เพราะการสร้างแบรนด์ที่ดีนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าทางด้านการตลาดโดยตรง แต่เป็นสร้างความประทับในจิตใจของผู้บริโภคให้นึกถึงเราเป็นชื่อแรกเมื่อคิดถึงสินค้าประเภทเดียวกับเรา

อ่านความหมายทางทฤษฎีอาจจะเกิดความสับสนกันไปใหญ่ ลองยกตัวอย่างกันดูว่า หากพูดถึงโทรศัพท์มือถือ ชื่อแรกๆที่พวกเรานึกถึงคงหนีไม่พ้นโนเกีย ... ถามว่าเพราะอะไร คำตอบก็ย้อนกลับไปอ่าน 2 ย่อหน้าก่อนนี้ ... นั่นหมายความว่า Nokia ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์เรียบร้อยแล้ว

เพิ่งรู้สึกตัวว่าวิ่งออกนอกลู่ไปเสียไกล

เดี๋ยวมาว่ากันต่อ
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-02-23

โอกาสในวิกฤต

ช่วงนี้เป็นเทศกาลคุมสอบ
ผลสำรวจพบว่า คนที่มีความสุขที่สุดคือคนที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในเทศกาล.

หากเดินผ่าน ประสบพบพานใครต่อใครที่เริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวดในมือหิ้วเอกสารซองยักษ์ๆ ก็บอกได้เลยว่าท่านเหล่านั้นกำลังเดินไปสู่สมรภูมิเลือดเดือดสำหรับนักศึกษา แต่มันคือห้องขังของอาจารย์

จริงๆก็ยอมรับว่า การเป็นอาจารย์คุมสอบไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่สำหรับผู้ที่เป็นอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุมสอบเพื่อป้องกันการทุจริตของนักศึกษา เพราะจะทำให้อาจารย์ต้องคอยตรวจตราอย่างระแวดระวังกันเป็นพิเศษ หลายคนถึงกับบ่นว่าช่วงคุมสอบเป็นช่วงของการ "หายใจทิ้ง" เพราะไม่สามารถกระทำภารกิจอย่างอื่นได้เลยภายในเวลา 2 หรือ 3 ชั่วโมง

แต่หากมองอีกด้าน ก็จะพบว่า การคุมสอบมีลักษณะประการหนึ่ง (สำหรับเรา) ที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ก็คือ การได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ

เพราะโดยปกติแล้ว งานที่ได้รับมอบหมายก็จะเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มเล็กๆ คือ คณาจารย์/เจ้าหน้าที่ในคณะ กับนึกศึกษา เท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาคุมสอบทางมหาวิทยาลัยก็จะจัดให้อาจารย์ได้มีโอกาสใกล้ชิด :) กับอาจารย์จากคณะอื่นๆ ซึ่งตรงนี้หล่ะค่ะ ที่ทำให้เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆจากต่างคณะ

บางท่านก็เป็นเพื่อนต่างวัยนะคะ

อย่างเมื่อวันก่อน ได้คุมสอบกับอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นสุภาพสตรี วัยห่างจากเราคงไม่ต่ำกว่า 20 ปี
อาจารย์ท่านน่ารักมากค่ะ ก่อนหน้าก็ได้เห็นหน้ากันผ่านๆ ยิ้มให้กัน แต่ไม่ได้มีโอกาสทักทาย (จริงๆแล้ว คงต้องบอกว่า โอกาสหน่ะมี แต่เราก็ไม่ได้คิดถึงการทักทายกัน)

คุยไปคุยมา ปรากฎว่า ท่านสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแถวนิวยอร์ค ที่ชื่อก็เหมือนชื่อรัฐ (โห ใบ้อย่างนี้บอกไปเลยดีกว่ามั้ง :) จึงได้พูดคุยถึงที่ที่เคยไปอยู่ ที่ที่เคยไปเที่ยว และก็ลึกมาถึงรายละเอียดอื่นๆ .. อาจารย์ท่านเก่งค่ะ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ -- ท่านผู้บริหารคะ เราไม่ได้คุยกันตลอดระยะเวลาที่คุมสอบนะคะ เพราะก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด :) -- ดีใจที่ได้รู้จักอาจารย์ค่ะ

พอเมื่อวาน ก็ได้ไปคุมสอบกับอาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติ อาจารย์เป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ค่ะ :) สอบถามพูดคุย ถึงได้รู้ว่าเราไปรับคุณวุฒิปริญญาโท จากรัฐเดียวกัน และได้ไปเที่ยวเล่นในหลายสถานที่ที่เหมือนๆกัน

ก่อนหน้านี้ มีหลายครั้งที่ได้พูดคุยกับอาจารย์ที่นี่หลายๆท่านแล้วพบว่าแต่ละท่านมีศักยภาพ และมีพลังในการสอนมาก ซึ่งดีใจแทนเด็กๆค่ะ ที่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือกับอาจารย์เหล่านี้

ก็หวังว่าเด็กๆ คงตั้งใจทำข้อสอบกันเต็มที่
เหมือนที่เราตั้งใจฟังประสบการณ์ของเพื่อนอาจารย์นะคะ

ส่วนคนที่คิดกระทำการไม่ซื่อ
ก็ขอฝากไว้ว่า อาจารย์กำลังมองคุณอยู่ค่ะ!
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

ส่งแมวให้จาน

ข้อเสียของการไม่แวะเวียนมาเป็นประจำก็คือพอจะเขียนก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ทั้งๆที่ตอนได้ประสบพบพานกับเหตุการณ์จริงก็อยากเก็บมาเล่ามาแบ่งปัน --------

(ขณะกำลังพิมพ์ๆอยู่ก็นึกได้พอดี)

เรื่องแรกที่อยากบอกคือ เรื่องของการใช้ภาษาของเด็กไทยสมัยนี้
(อายุเรามากพอที่จะแบ่งแยกยุคสมัยกับเด็กรุ่นนี้ได้แล้วหรือนี่!)

จะเจอบ่อยๆที่เด็กส่งอีเมล์มาหา
1. ไม่มีการลงหัวเรื่อง คำขึ้นต้น หรือระบุผู้ส่งใดๆทั้งสิ้น
(อาจจะเป็นเพราะเค้ารู้ว่ากำลังเขียนหาใคร ก็คงคิดว่า ผู้อ่านคงรู้เหมือนกันว่าใครเขียนมาหา)
ซึ่งหากเป็นเรื่องที่อ่านแล้วเหมือนนักศึกษาต้องการความช่วยเหลือ เราก็ต้องเสียเวลาไปควานหาว่าอีเมล์นี้มาจากผู้ใด
2. ใช้ภาษาสุดมึน ---> 'จาน โอเคนะ เด๋วผมให้เพื่อนช่วยบอกได้ป่ะ ช่วยหน่อยดิ่ ...
ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยยิ่งนัก ว่ากำลังพูดเรื่องอะไร แล้วภาษาที่ใช้ มันทันสมัยไปหรือเปล่า นี่ก็กำลังลุ้นอยู่ว่าอีกเมื่อไหร่ศัพท์เหล่านี้จะถูกบัญญัติโดยราชบัณฑิตยสถาน ให้พวกเด็กๆได้เฮกัน

จริงๆมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่หลวงจนเกินจะทน แต่ที่บ่นก็เพราะความเป็นห่วง ซึ่งสำหรับการตอบโต้ทางอีเมล์กับเด็กๆ ถ้าเขียนมาจนเหลือจะรับได้ ก็จะอีเมล์เทศนาไปก่อนในช่วงต้น ว่าที่ส่งมามันไม่เหมาะสมอย่างไร และอย่างไหนที่ควรใช้ ก่อนจะตอบประเด็นหรือคำถามที่เป็นเหตุให้นักศึกษาส่งอีเมล์มาหา

แต่สิ่งที่สะกิดใจ คือ ความผิดพลาด หรือความไม่เหมาะสมของพวกเด็กๆ เหล่านี้ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากพวกเขาเท่านั้น เพราะจากที่อ่านบทความจากสื่อต่างๆ ก็พบว่า ภาษาไทยมันเปลี่ยนไปเยอะเหลือเกิน อีกส่วนหนึ่งก็คือ เมื่อพบความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หลายคนก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระแส ส่วนที่เหลือก็อาจจะคิดว่าไม่ใช่ธุระ หรือคิดว่า ต่อให้แก้ไข ก็เหนื่อยเปล่า

ไม่ทราบเหมือนกันว่า จริงๆแล้ว ทางออกที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
แต่ก็ขอเป็นหนึ่งเสียงที่สนับสนุนการใช้ภาษาให้เหมาะสม (แม้ว่าในบางครั้งเราเองก็มีผิดพลาดอยู่บ่อยๆ)
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-01-24

Knowledge Management และ ความมุ่งมั่นในการเป็นเจ้าของธุรกิจ

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา หลังจากเดินทางกลับจากประเทศลาว ได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาและการเสวนาดีๆถึงสองเรื่อง

เรื่องแรกคือ Knowledge Management ที่จัดโดยบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งต้องขอขอบพระคุณแม่งานคนเก่งของเราคือ ผศ.ดร. ลักคณา ที่เปิดโอกาสให้พวกเราได้มีโอกาสทำความเข้าใจถึงความหมายและความสำคัญของการส่งเสริมการจัดการองค์ความรู้ภายในองค์กร

อีกเรื่องคือวันถัดมา สาขาวิชาการเป็นเจ้าของธุรกิจได้จัดการประกาศผลการประกวดเรียงความชิงทุนการศึกษาและเสริมให้แน่นด้วยการเชิญวิทยากรพิเศษ คือ คุณภัทริน ซอโสตถิกุล MD บริษัท รีโนวา หญิงเก่งแห่งแวดวงธุรกิจ และเป็นคนเดียวกับผู้แต่งหนังสือธรรมะอินเทรนด์ ในชื่อ "กล่องบุญ"

หลังจากฟังการเสวนาของคุณแป้ง สิ่งหนึ่งที่ผุดเข้ามาในใจคือ คุณแป้งเป็นตัวอย่างของคนที่เรียกว่า สวย รวย เก่ง และ ดี! สิ่งที่สำคัญที่พวกเรามักจะไม่ค่อยเห็นได้มากนักจากคนเก่งๆ ที่อยู่ในแวดวงสังคม คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตนของคุณแป้ง และมีบุคลิกลักษณะอีกหลายประการของเธอที่เป็นที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง ซึ่งเชื่อว่าไม่เฉพาะเราเท่านั้นที่มองเห็น แทบทุกคนที่ได้เข้าไปร่วมงานในวันนั้นต่างก็เก็บความประทับใจกันไปคนละหลายกระบุง

เหมือนเคย เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลา ทำให้ไม่มีโอกาสได้เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานสัมมนาทั้งสองงาน

ไว้จะพยายามหาเวลามาเล่าให้ฟังนะคะ
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-01-12

Global Careers

วันนี้สอนนักศึกษาเรื่อง Global Careers สภาพร่างกายของเด็กวันนี้เหมือนไม่สมบูรณ์เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Section บ่าย ที่ดูเหมือนว่าแสงอาทิตย์ที่สาดส่องจะทำให้พลังงานในร่างกายมันลดน้อยถอยลงไป

กลับมาที่เรื่องราวของเรา เพราะต้องเตรียมสอน เลยค้นหาข้อมูลที่มีอยู่ในเวบไซต์ แล้วก็ได้เจอข้อมูลที่น่าสนใจจาก Businessweek ฉบับออนไลน์ภาษาไทยว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะอันตรายจากการแย่งงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงจากชาวต่างชาติ ซึ่งนั่นก็เป็นภาพสะท้อนที่บอกว่า คุณภาพของแรงงานชาวไทยในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงยังไม่เข้นข้นพอที่จะต่อสู้กับภาวะการแข่งขันอันดุเดือด (หรืออาจจะหักเหไปสะท้อนว่า ค่านิยมที่บอกว่าฝรั่งมังคุดย่อมดีกว่าไทยยังไม่จางหายไปไหน ก็อาจเป็นได้)

สอนๆไป เด็กก็เริ่มโงนเงนเอนกาย บ้างก็ยกโทรศัพท์มากด (คาดว่าคงโทรหาผู้ปกครองเพื่อฟ้องว่า แม่จ๋าส่งหนูมาเรียนกับครูคนนี้ทำไม เรียนไปเท่าไหร่ก็ไม่เห็นรู้เรื่อง)

ก็เลยแก้แกมด้วยการออกนอกเรื่อง (แต่ก็ยังอยู่ในกรอบการเรียน) ว่าด้วยการเผชิญหน้ากับประสบการณ์ในการจ้างงานในต่างประเทศ

แหม .. เรามันก็ไม่มีประสบการณ์ของจริงกับเค้า ก็เลยหยิบยกเรื่องของ รีม ซาวาดี้ มาเป็นตัวอย่างให้กับเด็กๆ แค่เล่าเรื่องว่ารายได้ที่เธอได้รับเมื่อตอนอายุ 20 ขณะที่ทำงานอยู่ที่ดูไบ เป็นเท่าไหร่ ก็สามารถเรียกความสนใจให้เด็กกลับคืนมา

เฮ้อ .. ว่าแล้วก็ถอนหายใจด้วยความสุข
หมดการสอนไปหนึ่งวัน แถมได้เรียนรู้ธรรมชาติของเด็กไทยเพิ่มอีกหน่อย

ว่าแล้วก็เพิ่งคิดออกว่า งานใหญ่รออยู่ข้างหน้า เทอมหน้าต้องเตรียมสอนวิชา Import - Export Management ท่าทางจะสนุกสนานน่าดู

ไว้คุยกันใหม่ค่ะ
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo

2551-01-04

มันไม่ง่ายขนาดนั้น

ใครๆอาจจะเคยคิด (รวมถึงตัวเราด้วย) ว่าการเป็นครูบาอาจารย์นี่มันสบายเสียจริงๆ
แล้วก็เลยคิดว่าที่ผลตอบแทนมันน้อยนิด (หากวันกันที่ตัวเลขในบัญชี) ก็เพราะว่ามีเวลาว่างให้มากมายเหลือคณา

แต่พอเอาเข้าจริง ตั้งแต่เริ่มสอนอย่างเป็นทางการมานี่ก็เกือบจะครบอายุหนึ่งเทอมแล้ว บอกได้เลยว่าการสอนไม่ใช่เรื่องหมูๆเลยจริงๆ

เพราะสิ่งที่คุณเห็นเวลาคุณครูไปยืนอยู่หน้าห้อง ก็เหมือนเห็นสินค้าที่วางขายอยู่บนดิสเพลย์ แต่ใครเลยจะรู้ว่ากว่าที่ดิฉันจะผ่านมาได้ถึงขนาดนี้ ต้องเจอกับอะไรมาบ้าง

สิ่งที่อยากที่สุดของการสอน คือการ "เตรียม" การสอน
มันก็คงเหมือนกับธุรกิจของคุณที่ขั้นตอนการวางแผนและการกำหนดกลยุทธ์นั้นมันช่างมหาหิน

ตามปกติ ผู้คนขนามนามว่าเราเป็นผู้ร่ำรวยอารมณ์ขัน แต่พอมายืนสอนหน้าชั้น เด็กๆกลับขนานนามว่าเราเป็นคุณครูมุกแป้ก
(อยากจะบอกว่า การทำมุกให้แป้กก็ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง - ที่ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง)

ผ่านปีใหม่แบบสากลมาแล้ว ก็ถือโอกาส (ที่ทำมาตลอด) ตั้งปณิธานว่า จะพยายามเข้ามารายงานชีวิตอย่างต่อเนื่อง

หากทำได้ก็จะพยายามเข้ามาเล่าเรื่องขำขันในห้องเรียนให้ได้อ่านกัน

อย่าคิดว่าเพราะมีเวลาว่างถึงมาทำได้
ตอนนี้ 18.47 ชั้นยังอยู่ที่มหา'ลัย

ที่ทำเพราะคิดว่า ความรู้ที่มีจะเกิดคุณค่าสูงสุดก็ต่อเมื่อมีการแบ่งปัน
และไหนๆ พระเจ้าก็ได้อนุญาตให้โลกนี้มีอินเตอร์เนต
ก็ขอเป็นหนึ่งในหลายๆคน ที่พยายามเปลี่ยนโลกไซเบอร์ให้เป็นโลกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า

ซึ่งเช่นกัน..มันไม่ง่ายเลยจริงๆ
Add To Google BookmarksStumble ThisFav This With TechnoratiAdd To Del.icio.usDigg ThisAdd To RedditTwit ThisAdd To FacebookAdd To Yahoo